วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555
ปลาฉลามหางไหม้
ชื่ออื่นๆ หางไหม้, หางเหยี่ยว, หนามหลังหางดำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Balantiocheilus melanopterus , Balantiocheilus ambusticauda
ชื่ออังกฤษ SILVER SHARK , BALA SHARK , TRICOLOR SHARK
ถิ่นอาศัย เคยพบในเขตภาคกลาง ในแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ปัจจุบันเข้าใจว่าสูญพันธุ์ไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว นอกจากนี้ยังพบในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซียและเขมร
ขนาด ราว 25 ซ.ม. แต่เคยพบใหญ่ที่สุดยาว 35 ซ.ม.
ลักษณะ ลำตัวเพรียวยาวแบนข้าง พื้นลำตัวสีเงิน ครีบสีเหลืองนวล ขอบปลายครีบทุกครีบยกเว้นครีบอก มีแถบสีดำขนาดใหญ่คาดลักษณะคล้ายรอยไหม้ ปากขนาดเล็กยืดหดได้ เกล็ดแวววาวระยิบระยับ ปลายหางเป็นแฉกเว้าลึกตรงกลาง
อุปนิสัย รักสงบ ขี้ตื่นตกใจง่าย ปกติอยู่รวมกันเป็นฝูง ว่ายน้ำได้รวดเร็วมาก ว่ายน้ำเกือบตลอดเวลา
การสังเกตเพศ ตัวผู้จะเพรียวบางกว่าตัวเมียเล็กน้อย
การแพร่พันธุ์ แพร่พันธุ์โดยการวางไข่จมอยู่ตามพื้น ปล่หนัก 155 กรัมสามารถวางไข่ได้ 6,000-7,000 ฟอง ไข่ฟักเป็นตัวในเวลา 12 ชั่วโมง ปัจจุบันปลาที่นำมาขายเกิดจากการผสมเทียม
การเลี้ยง ควรเลี้ยงรวมกันเป็นฝูงเพื่อปลาจะได้ไม่ตื่นตกใจง่าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาอื่นที่มีขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กกว่ากันมากนัก ในปลาเล็กที่ยังไม่แข็งแรงไม่ควรเลี้ยงรวมกับปลาที่มีนิสัยดุร้าย ตู้ที่ใช้เลี้ยงควรมีขนาดใหญ่พอที่ปลาจะว่ายหลบหลีกปลาอื่นได้ ตู้ควรมีฝาปิดมิดชิดเพื่อกันปลากระโดด จัดเป็นปลาอดทน โตเร็วและเลี้ยงง่ายมาก
อาหาร กินได้ทั้งอาหารสดและสำเร็จรูป
ที่มา : http://www.pantown.com/board.php?id=46828&area=3&name=board4&topic=29&action=view
ปลาคาร์ดินัล
ชื่อไทย : คาร์ดินัล
ชื่อสามัญ : Cardinal tetra
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Paracheirodon axelrodi (Schultz, 1956)
ชื่อวงศ์ : Characidae
ถิ่นกำเนิด : ประเทศบราซิลถึงโคลัมเบีย และเวเนซูเอล่า
ลักษณะทั่วไป : ลำตัวเพรียวยาวแบนข้าง มีแถบสีแดงใต้ท้องพาดยาวจากหลังแผ่นปิดเหงือกจนจรดโคนหาง ธรรมชาติอาศัยอยู่ในน้ำที่ค่อนข้างเป็นกรดคือ pH 4.6-6.2
การเลี้ยงในตู้ปลา : อุปนิสัยชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง รักสงบ เลี้ยงเป็นฝูงเล็กๆ ในตู้พรรณไม้น้ำ เลี้ยงรวมกับปลาอื่นได้
ที่มา : http://www.aquatoyou.com/index.php/2010-02-13-00-01-16/2011-12-11-10-30-38/661-2010-05-07-12-07-26
ปลาเสือดาว
ปลาเสือดาว
ชื่อสกุล Toxotes jaculator
ชื่อไทย เสือ หรือ เสือดาว
ถิ่นที่อยู่อาศัย ในประเทศไทยพบในแม่น้ำ ลำคลองที่ติดต่อกับทะเล โดยเฉพาะบริเวณน้ำกร่อยพบมากเป็นพิเศษ ในต่างประเทศพบที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รูปร่างลักษณะ เสื่อพ่นน้ำลำตัวแบนข้างลำตัวรูปทรงขนมเปียกปูนป้อมสั้น แนวสันหลังจาก จงอยปากถึงหน้าครีบหลังเกือบเป็นเส้นตรง ปากเฉียงขึ้นข้างบน ดวงตากลมโตเป็นพิเศษกลับกลอกไปมาได้ บริเวณครึ่งบนของลำตัวมีจุดประสีดำประมาณ 5 – 6 จุดขอบครีบหลังและครีบก้น สีดำ ปลาเสือพ่นน้ำเป็น
ปลาผิวน้ำขนาดเล็ก โตเต็มที่ยาวประมาณ 25 ซม.
อุปนิสัย ปลาเสือพ่นน้ำเป็นปลาที่นักเลี้ยงปลาให้ความสนใจ โดยเฉพาะเด็ก ๆ เพราะมันเป็น “ปืนฉีดน้ำที่มีชีวิต” ปลาเสือชนิดนี้สามารถฉีดพ่นน้ำไปได้ไกล เพื่อให้ถูกตัวแมลงที่เกาะอยู่ตาม ใบหญ้าหรือบินอยู่ แมลงถูกน้ำก็จะหล่นลงมาให้มันกินเป็นอาหาร การพ่นน้ำได้เพราะมี ท่อเล็ก ๆ ใต้เพดานปากและเมื่อหุบแผ่นปิดเหงือกอย่างรวดเร็วจะมีแรงกดดันน้ำให้พุ่งออกไปประกอบกับดวงตาที่กลมโปนเป็นพิเศษ จึงเพิ่มความแม่นยำยิ่งขึ้น ในตู้กระจกก็สามารถฝึกให้พ่นน้ำได้ โดยแขวนเหยื่อล่อให้เคลื่อนไหวและปล่อยให้มันหิวจัด ๆ ในแม่น้ำทั่ว ๆ ไป เช่นแม่น้ำเจ้าพระยาจะพบปลาชนิดนี้ว่ายอยู่ข้างเสาศาลาท่าน้ำหรือแพริมน้ำ อาจรวมกลุ่มกัน
ประมาณ 4 – 6 ตัว ปลาธรรมชาติที่จับขึ้นมาเลี้ยงในระยะแรกค่อนข้างตื่น และไม่ยอมกินอาหารจนอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด ปลาเสือพ่นน้ำจะวางไข่ปากแม่น้ำ เมื่อลูก ๆ เติบโตขึ้นจึงว่ายน้ำย้อนขึ้นไปในน้ำกร่อยหรือน้ำจืดต่อไป
การเลี้ยงดู ปลาเสือพ่นน้ำนับว่ามีความงดงามมากทีเดียวนักเลี้ยงปลาทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจกันมาก อาหารที่ใช้เลี้ยงได้แก่ ลูกน้ำ ไรแดง ตัวแมลงต่าง ๆ ไส้เดือน และอาหารเม็ดสำเร็จรูป ปลาเสือพ่นน้ำค่อนข้างขี้ตื่นบางทีก็ทำร้ายปลาในตู้เดียวกัน และกินปลาเล็ก ๆ เป็นอาหาร ถ้าจะปล่อยลงเลี้ยงในตู้กระจก อย่าปล่อยลงไปหลาย ๆ ตัว และควรมีพืชน้ำ ก้อนหิน กิ่งไม้น้ำ สำหรับเป็นที่หลบพักผ่อนได้บ้าง ปลาเสือพ่นน้ำเมื่อคุ้นเคยดีแล้ว จะขึ้น สีสวยงามไม่น้อยเลย
ที่มา : http://www.adirek.com/fish/page3.html
ปลาเรนโบว์
ปัจจุบันการเลือกซื้อปลาสวยงามมาเลี้ยงไว้สักชนิดนั้นทำได้ไม่ยากค่ะ เพราะสมัยนี้มีปลาสวยงามให้เลือกซื้ออย่างมากมาย ปลาเรนโบว์ (Rainbowfishes) ก็เป็นอีกหนึ่งชนิดของปลาสวยงามที่มีผู้สนใจหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะปลาเรนโบว์เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ชนิดของเรนโบว์ที่เลี้ยงกันโดยทั่วไปนั้นสามารถเพาะพันธุ์ได้แล้วในประเทศไทยค่ะ
ปลาเรนโบว์นั้นจะถูกจัดให้อยู่ในอันดับ (Order) Atheriniformes ซึ่งมีอยู่หลายวงศ์ (Family) เช่น Psedomolidae เป็นเรนโบว์ที่มีขนาดเล็ก มีขอบตาสีฟ้าที่รู้จักกันดีในบ้านเรา เช่น ปลาฟ็อกเทล (Pseudomogil furcatus) วงศ์ Telmarteridae หนึ่งในสมาชิกของวงศ์นี้คือ เซเลเบสเรนโบว์ และวงศ์ Melanotaenidae ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกมากที่สุด และได้รับความนิยมในการเลี้ยงมากที่สุด ปลาเรนโบว์ในวงศ์นี้จัดเป็นกลุ่มปลาเรนโบว์ที่แท้จริง (True Rainbowfishes) ลักษณะสำคัญของวงศ์นี้คือ มีลำตัวลึก มีลักษณะแบนข้าง มีลวดลายและสีสันบนลำตัว มีแถบสีดำอยู่กึ่งกลางลำตัว มีครีบหลังสองตอน ครีบหลังตอนที่หนึ่งมีขนาดเล็กกว่าครีบหลังตอนที่สอง ซึ่งในวงศ์นี้จะมีสมาชิกทั้งหมด 7 สกุล แต่ที่ได้รับความนิยมอยู่มีเพียง 4 สกุล ได้แก่ สกุล Melanotaenia สกุล Glossolepis สกุล Chilatherina และสกุล Rhadinocentrus
การเลี้ยงปลาเรนโบว์ : สำหรับในประเทศไทยนั้นเรื่องคุณภาพน้ำไม่ใช่ปัญหาในการเลี้ยง เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำประปาส่วนใหญ่มีระดับพีเอช (pH) 6.5-8 ซึ่งเหมาะสมกับปลาเรนโบว์เกือบทุกชนิด ส่วนวิธีการเลี้ยงนั้นก็คล้ายกับการเลี้ยงปลาขนาดเล็กทั่วไป จะต่างกันก็ตรงที่การให้อาหารในการเลี้ยงพบว่า การเลี้ยงปลาเรนโบว์ควรจะให้อาหารเพียงวันละ 1 มื้อ อาจจะเป็นช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ จึงจะทำให้ปลาเรนโบว์มีสุขภาพ รูปทรงสวยงาม
อาหารปลาเรนโบว์ : สามารถให้ได้ทั้งอาหารสดและอาหารเม็ด ซึ่งอาหารเม็ดที่ให้ควรเป็นอาหารเม็ดที่มีส่วนผสมของพืชเป็นองค์ประกอบเช่น สาหร่ายสไปรูลิน่า แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจะทำการเพาะพันธุ์ก็ควรที่จะให้อาหารสดค่ะ
การเพาะพันธุ์ปลาเรนโบว์ : โดยส่วนมากปลาเรนโบว์จะสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ขึ้นไป แต่ถ้าใช้พ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไปก็จะทำให้ได้ลูกปลาที่มีคุณภาพดีกว่า ปลาเรนโบว์สามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี ปกติตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียที่มีอายุเท่า ๆ กัน และตัวผู้ก็จะมีสีสันเข้มกว่าตัวเมีย เรนโบว์เป็นปลาที่มีไข่ประเภทติดพันธุ์ไม้น้ำ ช่วงเวลาที่วางไข่คือ ช่วงเช้ามืด ซึ่งสิ่งที่เราสามารถสังเกตได้คือ ในช่วงเช้าสีปลาตัวผู้จะเข้มขึ้นและจะว่ายโชว์สีสันแข่งกับตัวผู้ตัวอื่น และเกี้ยวพาราสีตัวเมีย โดยตัวเมียที่สมบูรณ์จะวางไข่ได้ครั้งละประมาณ 100-200 ฟอง โดยจะทยอยวางไข่ใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์และไข่จะใช้เวลาฟักเป็นตัวอีกประมาณ 3-5 วัน สำหรับตู้ปลาที่ใช้นั้นควรใช้ตู้ที่มีขนาด 24 นิ้ว ใช้ปลา 4 คู่ ปล่อยอัตราส่วนพ่อพันธุ์ : แม่พันธุ์ 1:1 พบว่าจะสามารถให้ไข่ได้ดี และไข่ที่ได้ก็จะผสมติดได้ดีอีกด้วย
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าปลาเรนโบว์ที่นิยมเลี้ยงมีหลายชนิด แต่จะขอนำเสนอเรนโบว์ที่เป็นตัวเด่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถเพาะพันธุ์ได้แล้วในบ้านเรา เช่น
- เรนโบว์สองสี (Melanotaenia bosemani) เป็นเรนโบว์ที่เลี้ยงมานานแล้ว และมีความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีสีสันที่สะดุดตา ลำตัวมีสองสี โดยที่ครึ่งลำตัวหน้าเป็นสีน้ำเงิน ส่วนครึ่งตัวหลังจะเป็นสีเหลือง
- เรนโบว์นีออน (Melanotaenia praecox) เป็นเรนโบว์ที่มีขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาด 6 เซนติเมตร ลักษณะเด่นของเรนโบว์ชนิดนี้คือ บริเวณลำตัวจะเป็นสีฟ้าสะท้อนแสง ครีบทั้งหมดของตัวผู้จะเป็นสีแดง ส่วนของตัวเมียจะเป็นสีเหลือง
- เรนโบว์แดง (Glossolepis incisus) เป็นเรนโบว์ที่มีขนาดใหญ่มาก หากเราเลี้ยงไว้ในตู้ขนาดใหญ่ประมาณ 2 ปี จะโตเต็มที่ได้ถึง 15 เซนติเมตร เลยทีเดียวค่ะ ลักษณะเด่นของเรนโบว์แดงคือ ตัวผู้จะมีสีแดง (บางครั้งอาจเป็นสีเลือดหมูจนถึงสีน้ำตาล) ส่วนตัวเมียจะไม่มีสี แต่ที่น่าสนใจของเรนโบว์ชนิดนี้เห็นจะเป็นการเรียงตัวของเกล็ดที่ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งแตกต่างจากปลาสวยงามทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
- Chilatherina fasciata ที่พบในบ้านเราส่วนใหญ่จะมีลำตัวเป็นสีเหลือง ส่วนขอบหางจะเป็นสีเทาอ่อน ๆ
- Chilatherina bleheri เป็นเรนโบว์ที่สวยงามที่สุดในสกุลนี้ลักษณะที่โดดเด่นเห็นจะเป็นลำตัวที่มีสีทองอมเขียว มีหางสีแดงเข้ม เมื่ออยู่ในช่วงผสมพันธุ์จะเห็นแถบสีสว่างบนแนวสันหัว ตั้งแต่ริมฝีปากบนไปจนถึงก้านครีบแข็งอันแรกของครีบหลังตอนที่หนึ่ง
ากตัวอย่างปลาเรนโบว์ทั้งหมดที่นำมาฝากกัน เชื่อเหลือเกินว่าคนรักปลาทุก ๆ ท่านก็คงจะหลงใหลไปกับความสวยงามของปลาเรนโบว์ ซึ่งคงจะไม่ผิดนักหากจะยกให้เป็น นางฟ้าตัวน้อย ๆ ตัวใหม่ในตู้กระจกที่บ้าน ส่วนการเลือกซื้อปลาเรนโบว์มาเลี้ยงนั้นก็ไม่ยุ่งยากมากนัก เพียงแต่เราต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เราต้องการเลี้ยงเรนโบว์ชนิดใด จากนั้นก็ให้สังเกตดูลักษณะภายนอกของปลาที่เราสามารถเห็นได้ชัดเช่น ปลาต้องไม่ผอมจนเกินไป สีสันของปลาต้องไม่เข้มจนผิดปกติเพราะอาจมีการให้ปลากินสารเร่งสี ครีบปลาต้องมีครบไม่แหว่ง ปลาสมบูรณ์ไม่แสดงอาการเป็นโรคเช่น หางกร่อน หรือมีจุดขาวขึ้นตามลำตัว เป็นต้น และเมื่อเราได้ปลาที่มีลักษณะตรงตามความต้องการแล้วสิ่งสำคัญที่คนรักปลาควรตะหนักเสมอว่า การนำมามาเลี้ยงไว้ในตู้ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตามแต่ เราควรเอาใจใส่ในทุก ๆ เรื่องโดยเฉพาะเรื่องคุณภาพน้ำภายในตู้ เพื่อที่จะให้ปลาสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติและอยู่คู่บ้านเราไปนาน ๆ
ที่มา : http://www.nicaonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=818:-rainbowfishes-&catid=35:2012-02-20-02-56-57&Itemid=119
ปลากาแดง
ชื่ออังกฤษ Redfin Shark
ชื่อไทย ปลากาแดง ปลานวลจันทร์ ฉลามครีบแดง
ประวัติถิ่นที่อยู่อาศัย ถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พบในแม่น้ำภาคกลาง เช่น ที่ กาญจนบุรี นครสวรรค์ ภาคเหนือที่สุโขทัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบที่แม่น้ำโขง
รูปร่างลักษณะ คล้ายกับปลาทรงเครื่องมาก แต่ลำตัวค่อนข้างยาวเรียวกว่าปลาทรงเครื่องลำตัวมักเป็นสีดำ แต่กาแดงลำตัวสีน้ำตาลอมเทา ไม่ดำสนิทเหมือนปลาทรงเครื่อง ครีบทุกครีบของปลากาแดงเป็นสีแดงหรือสีส้ม ด้านข้างหัวทั้งสองข้างมีแถบสีดำพาดจากปลายปากมา ถึงตา ตรงโคนหางมีจุดสีดำหนึ่งจุด ปากขนาดเล็ก ริมฝีปากบนงองุ้มกว่าริมฝีปากล่าง มีหนวดสั้นๆ2คู่ ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 10-15 ซ.ม.
อุปนิสัย ปลากาแดงค่อนข้างเลี้ยงง่ายกว่าปลาทรงเครื่อง ลูกปลากาแดงตัวเล็กๆก็เลี้ยงง่ายกว่าลูกปลาทรง เครื่อง และมีปริมาณรอดตายมากกว่า อุปนิสัยโดยทั่วๆไปเช่นเดียวกับปลาทรงเครื่อง
การเลี้ยงดู ความเป็นอยู่และอาหารการกินของปลากาแดงทำนองเดียวกับปลาทรงเครื่องและสามารถเลี้ยงรวมกับปลาทรงเครื่องได้ดี
ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no20/plakadang.html
ปลานีออน
เทคนิคการเลี้ยงปลานีออน
ปลานีออนมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paracheirodon innesi ถูกค้นพบในอเมริกาใต้ บริเวณแม่น้ำในประเทศเปรู บราซิล และโคลัมเบีย ซึ่งปลานีออนเป็นปลาขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงามชนิดหนึ่ง เรามักจะเห็นปลานีออนถูกเลี้ยงรวมกับต้นไม้น้ำเสมอ เรามาดูเทคนิคการเลี้ยงปลานีออนกันดีกว่า!!!
การเตรียมอุปกรณ์การเลี้ยง
1. ตู้ปลาขนาด 14 นิ้วขึ้นไป การเลี้ยงปลานีออนให้สวยนั้นจะต้องเลี้ยงรวมกับต้นไม้น้ำและมีโขดหินให้ปลาซ่อนตัวและวางไข่
2. แสงไฟ ถ้าหากเราจะเลี้ยงเพื่อความสวยงามแล้วเราจะเล่นแสงเพื่อให้แสงตัดสีกับตัวปลา แต่ถ้าหากว่าเราจะเพาะนั้น แสงไฟที่แนะนำจะเป็นหลอดไฟกลมเล็ก 15 วัตต์ เนื่องจากไข่ของปลานั้นจะมีผลต่อแสงไฟค่อนข้างมาก เพราะจะทำให้ไข่ปลาเสียและฝ่อในที่สุด
3. ระบบกรอง จะใช้ระบบกรองข้าง ซึ่งจะช่วยให้การเลี้ยงง่ายขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลี้ยงปลานีออนหรือปลาทุกชนิดก็คือระบบน้ำที่เป็นสภาพแวดล้อม ซึ้งจะเลี้ยงปลานีออนในช่วง pH 5.0-6.0 และอุณหภูมิที่ต้องการคือ 24 องศาเซลเซียส และควรเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกๆ 1 สัปดาห์
4. Heater มีความจำเป็นต่อปลามากในฤดูหนาว ซึ่งอุณหภูมิที่ปลานีออนต้องการคือ 23-30 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ Heater นี้ยังช่วยให้ปลาปลอดจากโรคจุดขาว เนื่องจากในฤดูหนาวปลาจะไม่ค่อยเคลื่อนไหว จะทำให้ปลาอ่อนแอ และเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงนี้ ดังนั้นการใช้ Heater ก็จะช่วยให้ดีขึ้น
5. ยาปรับสภาพน้ำ จะปรับสภาพน้ำให้เหมือนน้ำที่มาจากแหล่งที่เลี้ยง อาจใช้น้ำหมักจากใบหูกวางก็ได้
6. อาหาร ใช้อาหารสดพวกอาทีเมีย หรือ ไรแดง
ที่มา : http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?board=15;action=display;threadid=1694
ปลาสายรุ้ง
สายรุ้ง ( ชื่อสามัญ )
BLUE-BANDED WHIPTAIL ( ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ )
Pentapodus setosus ( ชื่อวิทยาศาสตร์ )
ลักษณะทั่วไป: ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย หัวค่อนข้างแหลมปาก กว้างพอสมควร มีเกล็ดประปรายอยู่ตรงบริเวณปลายสุดของหัว มีฟันเล็กแหลมและมีฟันเขี้ยวซึ่งแสดงถึงนิสัยในการกินอาหาร พื้นลำตัวมีสีเทาอมเหลือง ส่วนด้านท้องมีแถบสีขาวเงิน พาดจากปลายจะงอยปากผ่านไปตามกลางลำตัวจนถึงโคนหาง และมีแถบสีขาวพาดไปบนครีบ จุดเด่นที่พบได้อย่างชัดเจนของปลาชนิดนี้คือ ครีบหางเว้าลึกปลายแพนหางด้านบนจะเป็นเส้นสีดำ มีจุดดำที่โคนครีบหาง
ถิ่นอาศัย: อยู่ตามหน้าดิน บริเวณที่พบได้แก่จังหวัดสมุทรปรา การ สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร
อาหาร: กินพืชไม้น้ำ สัตว์น้ำขนาดเล็กและซากพืชซากสัตว์
ขนาด: ความยาวประมาณ 14-22 ซ.ม.
ประโยชน์: ใช้เป็นอาหาร
ที่มา : http://www.adirek.com/fish/page22.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






