วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ปลาเสือดาว


ปลาเสือดาว

ชื่อสกุล Toxotes jaculator
ชื่อไทย เสือ หรือ เสือดาว
ถิ่นที่อยู่อาศัย ในประเทศไทยพบในแม่น้ำ ลำคลองที่ติดต่อกับทะเล โดยเฉพาะบริเวณน้ำกร่อยพบมากเป็นพิเศษ ในต่างประเทศพบที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รูปร่างลักษณะ เสื่อพ่นน้ำลำตัวแบนข้างลำตัวรูปทรงขนมเปียกปูนป้อมสั้น แนวสันหลังจาก จงอยปากถึงหน้าครีบหลังเกือบเป็นเส้นตรง ปากเฉียงขึ้นข้างบน ดวงตากลมโตเป็นพิเศษกลับกลอกไปมาได้ บริเวณครึ่งบนของลำตัวมีจุดประสีดำประมาณ 5 – 6 จุดขอบครีบหลังและครีบก้น สีดำ ปลาเสือพ่นน้ำเป็น

ปลาผิวน้ำขนาดเล็ก โตเต็มที่ยาวประมาณ 25 ซม.
อุปนิสัย ปลาเสือพ่นน้ำเป็นปลาที่นักเลี้ยงปลาให้ความสนใจ โดยเฉพาะเด็ก ๆ เพราะมันเป็น “ปืนฉีดน้ำที่มีชีวิต” ปลาเสือชนิดนี้สามารถฉีดพ่นน้ำไปได้ไกล เพื่อให้ถูกตัวแมลงที่เกาะอยู่ตาม ใบหญ้าหรือบินอยู่ แมลงถูกน้ำก็จะหล่นลงมาให้มันกินเป็นอาหาร การพ่นน้ำได้เพราะมี ท่อเล็ก ๆ ใต้เพดานปากและเมื่อหุบแผ่นปิดเหงือกอย่างรวดเร็วจะมีแรงกดดันน้ำให้พุ่งออกไปประกอบกับดวงตาที่กลมโปนเป็นพิเศษ จึงเพิ่มความแม่นยำยิ่งขึ้น ในตู้กระจกก็สามารถฝึกให้พ่นน้ำได้ โดยแขวนเหยื่อล่อให้เคลื่อนไหวและปล่อยให้มันหิวจัด ๆ ในแม่น้ำทั่ว ๆ ไป เช่นแม่น้ำเจ้าพระยาจะพบปลาชนิดนี้ว่ายอยู่ข้างเสาศาลาท่าน้ำหรือแพริมน้ำ อาจรวมกลุ่มกัน

ประมาณ 4 – 6 ตัว ปลาธรรมชาติที่จับขึ้นมาเลี้ยงในระยะแรกค่อนข้างตื่น และไม่ยอมกินอาหารจนอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด ปลาเสือพ่นน้ำจะวางไข่ปากแม่น้ำ เมื่อลูก ๆ เติบโตขึ้นจึงว่ายน้ำย้อนขึ้นไปในน้ำกร่อยหรือน้ำจืดต่อไป
การเลี้ยงดู ปลาเสือพ่นน้ำนับว่ามีความงดงามมากทีเดียวนักเลี้ยงปลาทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจกันมาก อาหารที่ใช้เลี้ยงได้แก่ ลูกน้ำ ไรแดง ตัวแมลงต่าง ๆ ไส้เดือน และอาหารเม็ดสำเร็จรูป ปลาเสือพ่นน้ำค่อนข้างขี้ตื่นบางทีก็ทำร้ายปลาในตู้เดียวกัน และกินปลาเล็ก ๆ เป็นอาหาร ถ้าจะปล่อยลงเลี้ยงในตู้กระจก อย่าปล่อยลงไปหลาย ๆ ตัว และควรมีพืชน้ำ ก้อนหิน กิ่งไม้น้ำ สำหรับเป็นที่หลบพักผ่อนได้บ้าง ปลาเสือพ่นน้ำเมื่อคุ้นเคยดีแล้ว จะขึ้น สีสวยงามไม่น้อยเลย

ที่มา : http://www.adirek.com/fish/page3.html

ปลาเรนโบว์


ปัจจุบันการเลือกซื้อปลาสวยงามมาเลี้ยงไว้สักชนิดนั้นทำได้ไม่ยากค่ะ เพราะสมัยนี้มีปลาสวยงามให้เลือกซื้ออย่างมากมาย ปลาเรนโบว์ (Rainbowfishes) ก็เป็นอีกหนึ่งชนิดของปลาสวยงามที่มีผู้สนใจหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะปลาเรนโบว์เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ชนิดของเรนโบว์ที่เลี้ยงกันโดยทั่วไปนั้นสามารถเพาะพันธุ์ได้แล้วในประเทศไทยค่ะ
ปลาเรนโบว์นั้นจะถูกจัดให้อยู่ในอันดับ (Order) Atheriniformes ซึ่งมีอยู่หลายวงศ์ (Family) เช่น Psedomolidae เป็นเรนโบว์ที่มีขนาดเล็ก มีขอบตาสีฟ้าที่รู้จักกันดีในบ้านเรา เช่น ปลาฟ็อกเทล (Pseudomogil furcatus) วงศ์ Telmarteridae หนึ่งในสมาชิกของวงศ์นี้คือ เซเลเบสเรนโบว์ และวงศ์ Melanotaenidae ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกมากที่สุด และได้รับความนิยมในการเลี้ยงมากที่สุด ปลาเรนโบว์ในวงศ์นี้จัดเป็นกลุ่มปลาเรนโบว์ที่แท้จริง (True Rainbowfishes) ลักษณะสำคัญของวงศ์นี้คือ มีลำตัวลึก มีลักษณะแบนข้าง มีลวดลายและสีสันบนลำตัว มีแถบสีดำอยู่กึ่งกลางลำตัว มีครีบหลังสองตอน ครีบหลังตอนที่หนึ่งมีขนาดเล็กกว่าครีบหลังตอนที่สอง ซึ่งในวงศ์นี้จะมีสมาชิกทั้งหมด 7 สกุล แต่ที่ได้รับความนิยมอยู่มีเพียง 4 สกุล ได้แก่ สกุล Melanotaenia สกุล Glossolepis สกุล Chilatherina และสกุล Rhadinocentrus
การเลี้ยงปลาเรนโบว์ : สำหรับในประเทศไทยนั้นเรื่องคุณภาพน้ำไม่ใช่ปัญหาในการเลี้ยง เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำประปาส่วนใหญ่มีระดับพีเอช (pH) 6.5-8 ซึ่งเหมาะสมกับปลาเรนโบว์เกือบทุกชนิด ส่วนวิธีการเลี้ยงนั้นก็คล้ายกับการเลี้ยงปลาขนาดเล็กทั่วไป จะต่างกันก็ตรงที่การให้อาหารในการเลี้ยงพบว่า การเลี้ยงปลาเรนโบว์ควรจะให้อาหารเพียงวันละ 1 มื้อ อาจจะเป็นช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ จึงจะทำให้ปลาเรนโบว์มีสุขภาพ รูปทรงสวยงาม
อาหารปลาเรนโบว์ : สามารถให้ได้ทั้งอาหารสดและอาหารเม็ด ซึ่งอาหารเม็ดที่ให้ควรเป็นอาหารเม็ดที่มีส่วนผสมของพืชเป็นองค์ประกอบเช่น สาหร่ายสไปรูลิน่า แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจะทำการเพาะพันธุ์ก็ควรที่จะให้อาหารสดค่ะ
การเพาะพันธุ์ปลาเรนโบว์ : โดยส่วนมากปลาเรนโบว์จะสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ขึ้นไป แต่ถ้าใช้พ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไปก็จะทำให้ได้ลูกปลาที่มีคุณภาพดีกว่า ปลาเรนโบว์สามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี ปกติตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียที่มีอายุเท่า ๆ กัน และตัวผู้ก็จะมีสีสันเข้มกว่าตัวเมีย เรนโบว์เป็นปลาที่มีไข่ประเภทติดพันธุ์ไม้น้ำ ช่วงเวลาที่วางไข่คือ ช่วงเช้ามืด ซึ่งสิ่งที่เราสามารถสังเกตได้คือ ในช่วงเช้าสีปลาตัวผู้จะเข้มขึ้นและจะว่ายโชว์สีสันแข่งกับตัวผู้ตัวอื่น และเกี้ยวพาราสีตัวเมีย โดยตัวเมียที่สมบูรณ์จะวางไข่ได้ครั้งละประมาณ 100-200 ฟอง โดยจะทยอยวางไข่ใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์และไข่จะใช้เวลาฟักเป็นตัวอีกประมาณ 3-5 วัน สำหรับตู้ปลาที่ใช้นั้นควรใช้ตู้ที่มีขนาด 24 นิ้ว ใช้ปลา 4 คู่ ปล่อยอัตราส่วนพ่อพันธุ์ : แม่พันธุ์ 1:1 พบว่าจะสามารถให้ไข่ได้ดี และไข่ที่ได้ก็จะผสมติดได้ดีอีกด้วย
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าปลาเรนโบว์ที่นิยมเลี้ยงมีหลายชนิด แต่จะขอนำเสนอเรนโบว์ที่เป็นตัวเด่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถเพาะพันธุ์ได้แล้วในบ้านเรา เช่น
- เรนโบว์สองสี (Melanotaenia bosemani) เป็นเรนโบว์ที่เลี้ยงมานานแล้ว และมีความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีสีสันที่สะดุดตา ลำตัวมีสองสี โดยที่ครึ่งลำตัวหน้าเป็นสีน้ำเงิน ส่วนครึ่งตัวหลังจะเป็นสีเหลือง

- เรนโบว์นีออน (Melanotaenia praecox) เป็นเรนโบว์ที่มีขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาด 6 เซนติเมตร ลักษณะเด่นของเรนโบว์ชนิดนี้คือ บริเวณลำตัวจะเป็นสีฟ้าสะท้อนแสง ครีบทั้งหมดของตัวผู้จะเป็นสีแดง ส่วนของตัวเมียจะเป็นสีเหลือง

- เรนโบว์แดง (Glossolepis incisus) เป็นเรนโบว์ที่มีขนาดใหญ่มาก หากเราเลี้ยงไว้ในตู้ขนาดใหญ่ประมาณ 2 ปี จะโตเต็มที่ได้ถึง 15 เซนติเมตร เลยทีเดียวค่ะ ลักษณะเด่นของเรนโบว์แดงคือ ตัวผู้จะมีสีแดง (บางครั้งอาจเป็นสีเลือดหมูจนถึงสีน้ำตาล) ส่วนตัวเมียจะไม่มีสี แต่ที่น่าสนใจของเรนโบว์ชนิดนี้เห็นจะเป็นการเรียงตัวของเกล็ดที่ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งแตกต่างจากปลาสวยงามทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

- Chilatherina fasciata ที่พบในบ้านเราส่วนใหญ่จะมีลำตัวเป็นสีเหลือง ส่วนขอบหางจะเป็นสีเทาอ่อน ๆ

- Chilatherina bleheri เป็นเรนโบว์ที่สวยงามที่สุดในสกุลนี้ลักษณะที่โดดเด่นเห็นจะเป็นลำตัวที่มีสีทองอมเขียว มีหางสีแดงเข้ม เมื่ออยู่ในช่วงผสมพันธุ์จะเห็นแถบสีสว่างบนแนวสันหัว ตั้งแต่ริมฝีปากบนไปจนถึงก้านครีบแข็งอันแรกของครีบหลังตอนที่หนึ่ง

ากตัวอย่างปลาเรนโบว์ทั้งหมดที่นำมาฝากกัน เชื่อเหลือเกินว่าคนรักปลาทุก ๆ ท่านก็คงจะหลงใหลไปกับความสวยงามของปลาเรนโบว์ ซึ่งคงจะไม่ผิดนักหากจะยกให้เป็น นางฟ้าตัวน้อย ๆ ตัวใหม่ในตู้กระจกที่บ้าน ส่วนการเลือกซื้อปลาเรนโบว์มาเลี้ยงนั้นก็ไม่ยุ่งยากมากนัก เพียงแต่เราต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เราต้องการเลี้ยงเรนโบว์ชนิดใด จากนั้นก็ให้สังเกตดูลักษณะภายนอกของปลาที่เราสามารถเห็นได้ชัดเช่น ปลาต้องไม่ผอมจนเกินไป สีสันของปลาต้องไม่เข้มจนผิดปกติเพราะอาจมีการให้ปลากินสารเร่งสี ครีบปลาต้องมีครบไม่แหว่ง ปลาสมบูรณ์ไม่แสดงอาการเป็นโรคเช่น หางกร่อน หรือมีจุดขาวขึ้นตามลำตัว เป็นต้น และเมื่อเราได้ปลาที่มีลักษณะตรงตามความต้องการแล้วสิ่งสำคัญที่คนรักปลาควรตะหนักเสมอว่า การนำมามาเลี้ยงไว้ในตู้ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตามแต่ เราควรเอาใจใส่ในทุก ๆ เรื่องโดยเฉพาะเรื่องคุณภาพน้ำภายในตู้ เพื่อที่จะให้ปลาสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติและอยู่คู่บ้านเราไปนาน ๆ

ที่มา : http://www.nicaonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=818:-rainbowfishes-&catid=35:2012-02-20-02-56-57&Itemid=119

ปลากาแดง


ชื่ออังกฤษ Redfin Shark

ชื่อไทย ปลากาแดง ปลานวลจันทร์ ฉลามครีบแดง

ประวัติถิ่นที่อยู่อาศัย ถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พบในแม่น้ำภาคกลาง เช่น ที่ กาญจนบุรี นครสวรรค์ ภาคเหนือที่สุโขทัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบที่แม่น้ำโขง

รูปร่างลักษณะ คล้ายกับปลาทรงเครื่องมาก แต่ลำตัวค่อนข้างยาวเรียวกว่าปลาทรงเครื่องลำตัวมักเป็นสีดำ แต่กาแดงลำตัวสีน้ำตาลอมเทา ไม่ดำสนิทเหมือนปลาทรงเครื่อง ครีบทุกครีบของปลากาแดงเป็นสีแดงหรือสีส้ม ด้านข้างหัวทั้งสองข้างมีแถบสีดำพาดจากปลายปากมา ถึงตา ตรงโคนหางมีจุดสีดำหนึ่งจุด ปากขนาดเล็ก ริมฝีปากบนงองุ้มกว่าริมฝีปากล่าง มีหนวดสั้นๆ2คู่ ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 10-15 ซ.ม.

อุปนิสัย ปลากาแดงค่อนข้างเลี้ยงง่ายกว่าปลาทรงเครื่อง ลูกปลากาแดงตัวเล็กๆก็เลี้ยงง่ายกว่าลูกปลาทรง เครื่อง และมีปริมาณรอดตายมากกว่า อุปนิสัยโดยทั่วๆไปเช่นเดียวกับปลาทรงเครื่อง

การเลี้ยงดู ความเป็นอยู่และอาหารการกินของปลากาแดงทำนองเดียวกับปลาทรงเครื่องและสามารถเลี้ยงรวมกับปลาทรงเครื่องได้ดี

ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no20/plakadang.html

ปลานีออน


เทคนิคการเลี้ยงปลานีออน
ปลานีออนมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paracheirodon innesi ถูกค้นพบในอเมริกาใต้ บริเวณแม่น้ำในประเทศเปรู บราซิล และโคลัมเบีย ซึ่งปลานีออนเป็นปลาขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงามชนิดหนึ่ง เรามักจะเห็นปลานีออนถูกเลี้ยงรวมกับต้นไม้น้ำเสมอ…เรามาดูเทคนิคการเลี้ยงปลานีออนกันดีกว่า!!!
การเตรียมอุปกรณ์การเลี้ยง
1. ตู้ปลาขนาด 14 นิ้วขึ้นไป การเลี้ยงปลานีออนให้สวยนั้นจะต้องเลี้ยงรวมกับต้นไม้น้ำและมีโขดหินให้ปลาซ่อนตัวและวางไข่
2. แสงไฟ ถ้าหากเราจะเลี้ยงเพื่อความสวยงามแล้วเราจะเล่นแสงเพื่อให้แสงตัดสีกับตัวปลา แต่ถ้าหากว่าเราจะเพาะนั้น แสงไฟที่แนะนำจะเป็นหลอดไฟกลมเล็ก 15 วัตต์ เนื่องจากไข่ของปลานั้นจะมีผลต่อแสงไฟค่อนข้างมาก เพราะจะทำให้ไข่ปลาเสียและฝ่อในที่สุด
3. ระบบกรอง จะใช้ระบบกรองข้าง ซึ่งจะช่วยให้การเลี้ยงง่ายขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลี้ยงปลานีออนหรือปลาทุกชนิดก็คือระบบน้ำที่เป็นสภาพแวดล้อม ซึ้งจะเลี้ยงปลานีออนในช่วง pH 5.0-6.0 และอุณหภูมิที่ต้องการคือ 24 องศาเซลเซียส และควรเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกๆ 1 สัปดาห์
4. Heater มีความจำเป็นต่อปลามากในฤดูหนาว ซึ่งอุณหภูมิที่ปลานีออนต้องการคือ 23-30 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ Heater นี้ยังช่วยให้ปลาปลอดจากโรคจุดขาว เนื่องจากในฤดูหนาวปลาจะไม่ค่อยเคลื่อนไหว จะทำให้ปลาอ่อนแอ และเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงนี้ ดังนั้นการใช้ Heater ก็จะช่วยให้ดีขึ้น
5. ยาปรับสภาพน้ำ จะปรับสภาพน้ำให้เหมือนน้ำที่มาจากแหล่งที่เลี้ยง อาจใช้น้ำหมักจากใบหูกวางก็ได้
6. อาหาร ใช้อาหารสดพวกอาทีเมีย หรือ ไรแดง

ที่มา : http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?board=15;action=display;threadid=1694

ปลาสายรุ้ง


สายรุ้ง ( ชื่อสามัญ )

BLUE-BANDED WHIPTAIL ( ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ )

Pentapodus setosus ( ชื่อวิทยาศาสตร์ )

ลักษณะทั่วไป: ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย หัวค่อนข้างแหลมปาก กว้างพอสมควร มีเกล็ดประปรายอยู่ตรงบริเวณปลายสุดของหัว มีฟันเล็กแหลมและมีฟันเขี้ยวซึ่งแสดงถึงนิสัยในการกินอาหาร พื้นลำตัวมีสีเทาอมเหลือง ส่วนด้านท้องมีแถบสีขาวเงิน พาดจากปลายจะงอยปากผ่านไปตามกลางลำตัวจนถึงโคนหาง และมีแถบสีขาวพาดไปบนครีบ จุดเด่นที่พบได้อย่างชัดเจนของปลาชนิดนี้คือ ครีบหางเว้าลึกปลายแพนหางด้านบนจะเป็นเส้นสีดำ มีจุดดำที่โคนครีบหาง
ถิ่นอาศัย: อยู่ตามหน้าดิน บริเวณที่พบได้แก่จังหวัดสมุทรปรา การ สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร
อาหาร: กินพืชไม้น้ำ สัตว์น้ำขนาดเล็กและซากพืชซากสัตว์
ขนาด: ความยาวประมาณ 14-22 ซ.ม.
ประโยชน์: ใช้เป็นอาหาร

ที่มา : http://www.adirek.com/fish/page22.html

ปลาเพนกวิน


ชื่อสามัญ Boehlke’s penguin

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thayeria boehlkei Weitzman, 1957

ลักษณะทั่วไปของปลาเพนกวิน

ปลาเพนกวินเป็นปลาสวยงามขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มวัยจะมีขนาดราว 6-8 เซนติเมตร มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบลุ่มน้ำอะเมซอน ประเทศบราซิลในทวีปอเมริกาใต้ ปลาชนิดนี้มีแถบสีดำหรือสีน้ำตาลไหม้ขึ้นเป็นทางเริ่มจากส่วนหลังของเหงือก และพาดผ่านลำตัวเป็นแนวยาวจรดถึงปลายหางด้านล่าง ซึ่งแถบสีดำแลเด่นสะดุดตามาก เนื่องจากส่วนหลังมีสีคล้ายสีทองเหลือง เกล็ดเป็นมันแวววาวระยิบระยับ เกล็ดมีขนาดเล็ก ปลาชนิดนี้ชอบว่ายอยู่รวมกันเป็นฝูง และทรงตัวอยู่ในระดับกลางน้ำจนถึงผิวน้ำ เป็นปลาที่มีความแคล่วคล่องว่องไวมาก นอกจากนี้ยังเป็นปลาที่มีความทรหดอดทนอีกด้วย ลักษณะเด่นเฉพาะของตัวปลาชนิดนี้มีอีกอย่างคือ มันชอบว่ายเชิดหัวขึ้นสูง ทำให้แลดูคล้ายคนที่มีความหยิ่งยโส โดยเฉพาะแถบสีดำที่บริเวณครีบหางซึ่งมีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม ยิ่งทำให้แลดูปลาเชิดหัวมากยิ่งขึ้น จัดได้ว่าปลาชนิดนี้เป็นปลาผู้ดีอีกชนิดหนึ่ง สำหรับสภาพน้ำที่เหมาะสมที่ใช้เลี้ยงปลาชนิดนี้ควรเป็นน้ำที่ใสสะอาดมีความเป็นกรดเล็กน้อย ภายในที่เลี้ยงควรจัดเหมือนอยู่ในธรรมชาติ การเลี้ยงไม่ควรเลี้ยงรวมกันต่ำกว่า 6 ตัว เนื่องจากปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และชอบกระโดด ดังนั้นจึงควรมีฝาตู้ปิดให้มิดชิดป้องกันไม่ให้ปลากระโดดออกมา สำหรับแสงสว่างไม่ควรให้สว่างมากจนเกินไป เพราะปลาชนิดนี้ชอบอยู่ในที่ค่อนข้างมืด

การเพาะพันธุ์ปลาเพนกวิน

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์

ปลาเพนกวินเป็นปลาที่สามารถนำมาเพาะพันธุ์ได้ แต่การสังเกตเพศปลาค่อนข้างสังเกตได้ยาก เนื่องจากปลาเพศผู้ และเพศเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก นอกจากเมื่อถึงฤดูวางไข่จึงสามารถสังเกตเพศได้ชัด คือ ปลาตัวเมียมีรูปร่างอ้วน และป้อมกว่า ลำตัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าปลาเพศผู้

การเพาะพันธุ์

ปลาเพนกวินจัดว่าเป็นปลาที่ค่อนข้างเพาะพันธุ์ได้ง่าย และให้ลูกดก ปลาชนิดนี้แพร่พันธุ์โดยการวางไข่ วิธีการเพาะพันธุ์ที่ค่อนข้างได้ผลคือ ปล่อยปลาตัวเมีย 4 - 5 ตัว อยู่รวมกับปลาตัวผู้ 1 ตัว สาเหตุที่ต้องปล่อยปลาตัวผู้เพียงตัวเดียวเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาต่อสู้ และทำร้ายกัน ส่วนสาเหตุที่ปล่อยปลาตัวเมีย 4-5 ตัว เพื่อให้ตัวผู้เลือกจับคู่กับปลาตัวเมียที่พร้อมวางไข่ สำหรับในที่เพาะพันธุ์ควรมีความจุของน้ำไม่ต่ำกว่า 80 ลิตร และควรมีต้นสาหร่ายปลูกไว้ น้ำควรมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ( pH 6.2-6.4 ) แสงสว่างไม่ควรให้มากเกินไป เพราะทำให้ปลาตกใจได้ง่าย เมื่อตัวเมียไข่แก่ก็วางไข่ออกมา ตัวผู้ว่ายน้ำไปผสมน้ำเชื้อ วิธีการสังเกตว่าปลาใกล้วางไข่อาจสังเกตได้โดยปลาตัวผู้ว่ายไล่รัดตัวเมียอยู่ตลอดเวลาโดยปกติปลาเพนกวิน วางไข่ตอนใกล้รุ่ง ไข่ของปลาชนิดนี้ออกสีน้ำตาลอมเหลือง ไข่ใช้เวลาในการฟักเป็นตัวไม่เกิน 2 - 3 วัน และเมื่อลูกปลาอายุได้ 4 - 5 วัน ลูกปลาเริ่มว่ายน้ำได้เอง ลูกปลาเมื่อมีอายุได้ 1 เดือน เริ่มมีแถบสีดำปรากฏให้เห็นแล้ว ลูกปลาเพนกวินจัดว่าเลี้ยงง่าย และโตเร็วมากหากเลี้ยงอย่างถูกวิธี เท่าที่ผ่านมาพ่อแม่ปลาคู่หนึ่งให้ลูกปลาได้ถึง 2,000 ตัว ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน ราคาในตลาดอยู่ในช่วงประมาณคู่ละ 20 - 30 บาท

ที่มา : http://www.fisheries.go.th/sf-saraburi/index.php?option=com_content&view=article&id=100&Itemid=184

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ปลาเสือพ่นน้ำ


ปลาเสือพ่นน้ำ เป็นปลาเก่าแก่คู่สายน้ำเมืองไทยมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ในวรรณคดีหลายเรื่องตลอดจนจดหมายเหตุต่างๆ ในอดีตก็มีกล่าวถึงปลาชนิดนี้ไว้ในแง่ของการชื่นชมความสวยงามกับอุปนิสัยที่น่ารักของมัน ปลาเสือพ่นน้ำมีรูปร่างแบนข้าง ส่วนหัวเล็ก มีจะงอยปากยื่นแหลม ครีบทุกครีบสั้น โดยเฉพาะครีบหาง ส่วนครีบกระโดงแบ่งออกเป็นสองส่วนเชื่อมติดกัน คือส่วนที่เป็นก้านครีบแข็ง ซึ่งจะตั้งเป็นหนามแหลมกับส่วนที่เป็นก้านครีบอ่อน ปลาเสือพ่นน้ำเป็นปลาหากินผิวน้ำ ลักษณะลำตัวจากปลายปากกับแนวสันหลังจึงเกือบเป็นเส้นตรง ปากกว้างเฉียงลงและดวงตากลมโต สายตานั้นดีมาก สามารถมองเห็นแมลงที่เกาะซ่อนตัวอยู่ตามริมตลิ่งหรือกิ่งไม้ได้อย่างง่ายดาย

ปลาเสือพ่นน้ำมีหลายชนิดพันธุ์ บางชนิดอาศัยในแหล่งน้ำจืดสนิท บางชนิดอยู่บริเวณปากแม่น้ำซึ่งเป็นน้ำกร่อย และบางชนิดก็อาศัยอยู่ในทะเลเป็นปลาน้ำเค็มไปโดยสมบูรณ์แบบ ชนิดหลังนี้จึงมีความใหญ่โตมากกว่าชนิดอื่น เคยมีผู้พบเห็นปลาเสือพ่นน้ำที่มีความยาวเกือบ 40 เซนติเมตร ตามชายฝั่งทะเลหลายครั้ง แต่ขนาดโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ไม่เกิน 20-30 เซนติเมตร ส่วนปลาเสือพ่นน้ำน้ำจืดจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก โตเต็มที่ไม่เกิน 15 เซนติเมตร

ชื่อสกุลของปลาเสือพ่นน้ำ คือ Toxotes เป็นภาษากรีก แปลว่า "นักยิงธนู" นักเลี้ยงปลาทั่วโลกก็รู้จักมันในชื่อทางการค้าว่า "Archer fish" หรือปลานักยิงธนูนั่นเอง

แหล่งกระจายพันธุ์ของปลาในสกุล Toxotes หรือปลาเสือพ่นน้ำจะอยู่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย มีการสำรวจค้นพบได้ถึง 7 ชนิดพันธุ์ เฉพาะในเมืองไทยก็มีถึง 3 ชนิดพันธุ์ (species) ดังนี้ครับ

1. ปลาเสือพ่นน้ำธรรมดา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Toxotes chatareus
ชื่อทางการค้า Seven-spot Archerfish, Largescale Archerfish

เป็นตัวที่พบเห็นได้ทั่วไป ส่วนมากอาศัยอยู่ตามบริเวณปากแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ที่มีทางเชื่อมต่อกับปากแม่น้ำติดทะเล พบได้มากทั้งทางภาคกลางและภาคใต้

2. ปลาเสือพ่นน้ำนครสวรรค์ หรือปลาเสือพ่นน้ำเกล็ดถี่

ชื่อวิทยาศาสตร์ Toxotes microlepis
ชื่อทางการค้า Smallscale Archerfish

บางคนก็เรียกว่าปลาเสือพ่นน้ำน้ำจืด เพราะพบได้มากในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดสนิท มีขนาดค่อนข้างเล็กกว่าเพื่อน แต่มีสีสันเหลืองเข้มสวยงาม สามารถนำมาเลี้ยงในตู้ปลาได้ดีกว่าปลาเสือพ่นน้ำชนิดอื่น

3. ปลาเสือพ่นน้ำน้ำกร่อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Toxotes jaculatrix
ชื่อทางการค้า Banded Archerfish

สามารถพบได้ทั้งปากแม่น้ำและบริเวณชายฝั่งทั่วไป มีขนาดใหญ่กว่าปลาเสือพ่นน้ำชนิดอื่นๆ การนำมาเลี้ยงต้องปรับสภาพน้ำเสียก่อน ซึ่งบางตัวก็ใช้เวลานานมาก

การเลี้ยงปลาเสือพ่นน้ำในตู้

ต้องใช้ตู้ที่มีขนาดอย่างน้อย 36 นิ้ว เพราะถึงแม้ปลาเสือพ่นน้ำจะเป็นปลาไม่ดุร้าย แต่ก็เครียดง่ายหากเลี้ยงในที่แคบเกินก็จะแสดงความก้าวร้าวออกมา ไม่ควรเลี้ยงรวมกับปลาขนาดเล็ก เพราะมันอาจจับกินได้เวลาหิวจัดๆ และที่สำคัญ จำเป็นต้องรู้ให้แน่เสียก่อนว่าปลาเสือพ่นน้ำที่เอามาเลี้ยงนั้นเป็นชนิดไหน และได้ปรับสภาพให้อยู่น้ำจืดสนิทได้ดีแล้วหรือยัง ปลาในตลาดค้าส่งมักไม่ปรับสภาพน้ำมาให้ ผู้เลี้ยงที่ไม่มีประสบการณ์จึงมักพบว่าเลี้ยงปลาชนิดนี้ได้ไม่กี่วันก็ตายเสมอๆ แต่ถ้าเป็นปลาเสือพ่นน้ำเกล็ดถี่หรือปลาเสือพ่นน้ำนครสวรรค์จะเลี้ยงได้ง่ายกว่า ราคาก็ไม่แตกต่างกันมากนัก อาจแพงกว่านิดๆ หน่อยๆ

ในตู้สามารถตกแต่งด้วยขอนไม้และพืชน้ำได้ เนื่องจากปลาเสือพ่นน้ำไม่กัดทำลายต้นไม้ แต่ไม่ควรตกแต่งให้รกมากเกินไป เพราะปลาจะเครียดหากมีที่ว่ายไม่เพียงพอ ปลาเสือพ่นน้ำจะว่ายน้ำตลอดเวลา และมักว่ายหากินบริเวณผิวน้ำ ปลาที่เลี้ยงจนเชื่องอาจกระโดดขึ้นมาจับกินแมลงที่บินเหนือผิวน้ำ ฉะนั้น ควรหาฝามาปิดให้มิดชิด

อาหารที่เหมาะสมสำหรับปลาเสือพ่นน้ำคือ อาหารสด เช่น ไส้เดือนน้ำ หนอนแดง ไรทะเล ลูกกุ้ง และสามารถให้อาหารสำเร็จรูปที่มีโปรตีนสูงสลับได้ ปลาที่นำมาเลี้ยงในระยะแรกอาจไม่ยอมกินอาหารเม็ด จะต้องค่อยๆ ฝึกโดยวิธีปล่อยให้อดสักสองสามวัน จากนั้นปลาก็จะยอมกินไปเองในที่สุด

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อยสำหรับคนเพิ่งเคยเลี้ยงปลาเสือพ่นน้ำ นั่นคือ อาการตัวเปื่อย เนื่องจากผิดน้ำ สาเหตุเกิดจากปลายังปรับสภาพน้ำมาไม่ดีพอ เมื่อนำมาเลี้ยงในน้ำที่จืดสนิทจึงเกิดอาการดังกล่าว วิธีรักษาคือให้แยกปลาออกมาเลี้ยงในน้ำสะอาด เติมเกลือแกงลงไปเล็กน้อยและใส่ยาปฏิชีวนะ (ยาเหลืองที่มีขายตามร้านขายปลาก็ได้ครับ) ให้อากาศเยอะๆ และอย่าเพิ่งให้อาหาร ใช้เวลาหลายวันหน่อยกว่าปลาจะเริ่มปรับตัวได้ ดีที่สุดควรซื้อจากร้านที่เขาปรับน้ำมาให้แล้ว หรือเลี้ยงปลาเสือพ่นน้ำสายพันธุ์น้ำจืด ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยมีครับ

ที่มา : http://pet.kapook.com/view2547.html