วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555
ปลานกแก้ว
ปลานกแก้ว (Parrotfishes) อยู่ในครอบครัว Scaridae โตเต็มที่มีขาดประมาณ 30-70 ซ.ม. อาศัยอยู่ตามแนวปะการังพบได้ในทะเลอ่าวไทยและฝั่งอันดามันที่พบในประเทศมีมากกว่า20สายพันธุ์ กินฟองน้ำปะการังหรือสาหร่ายเป็นอาหาร บ่อยครั้งจะพบรวมฝูงขณะหาอาหาร เวลาว่ายนำจะดูสง่างามเหมือนนกกำลังบินในอากาศ
ปลานกแก้วเป็นปลาที่มีสีสันสวยงาม โดยปลาตัวผู้จะมีสีสันสวยงามปลาตัวเมีย ลำตัวรียาว ส่วนใหญ่มีครีบหางแบบเว้าโดยขอบบนและขอบล่างของครีบหางมักยื่นยาวออก มีฟันคล้ายๆจะงอยปากนกแก้วเพื่อนำมาใช้ขูดกินปะการัง เวลาถ่ายจะถ่ายออกมาเป็นผงตะกอนซึ่งมีประโยชน์ต่อแนวปะการัง สามารถเปลี่ยนเพศได้ เวลานอนปลานกแก้วจะนอนตามซอกหินแล้วปล่อยเมือกออกมาห่อหุ้มร่างกายเพื่อป้องกันอันตรายจากพวกสัตว์ทะเลต่างๆรวมทั้งพวกหนอนพยาธิปรสิตที่จะมาทำร้ายหรือมารบกวน
ข้อมูลเฉพาะตัว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cichlasoma
วงศ์ : Cichlidae
ถิ่นกำเนิด : เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์
อุณหภูมิ : 22 - 28
pH : 6.5 - 7.0
การขยายพันธุ์ : ผสมข้ามสายพันธุ์ สืบพันธุ์โดยการวางไข่ ติดกับก้อนหิน
อาหาร : อาหารสำเร็จรูป อาหารสด พวก หนอนแดง ไรทะล รวมทั้ง ไส้เดือนน้ำ
ขนาด : โดยทั่วไปมีความยาวเฉลี่ย
ลักษณะนิสัย
ปลานกแก้วมีนิสัยชอบขุดคุ้ย เป็นปลาค่อนข้างขี้กลัว การเลี้ยงปลานกแก้วควรเลี้ยงรวมกันหลายๆ ตัว เพื่อที่ว่าปลาจะไม่ตื่นมากนัก แต่ถ้ารวมกับปลาชนิดอื่นๆ ปลานกแก้วจะสงบเสงี่ยม แต่ถ้านำมาเลี้ยงรวมกันกับพวกเดียวกันจะมีการไล่การบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาของปลาประเภทนี้
การจัดตู้สำหรับปลานกแก้ว
การจัดตู้ควรจะจัดให้โล่ง ไม่ให้รกจนเกินไปควรไส่หินให้ด้วย เพราะนกแก้วเป้นปลาชอบขุดคุ้ยหิน แล้วควรตกแต่งด้วยหินขนาดใหญ่ ขอนไม้หรือภาชนะดินเผา ประเภท ให และ หม้อ ขนาดควรจะประมาณ 30 นิ้ว เพื่อตอนโตจะไม่แน่น จนเกินไปปลานกแก้วขนาดโตเต็มที่แล้ว
วิธีการดูเพศนกแก้ว
วิธีการนี้สามารถดูได้ทั้งตัวผู้ตัวเมียคือ วิธีการดูท่อเพศ ตัวผู้จะมีท่อเพศยาวเรียว ปลายแหลม ซึ่งในปลาตัวผู้ที่เคยฉีดเชื้อมาแล้ว ปลายที่แหลมนั้นจะอาจจะแตกและมีสีดำเช่นกัน ส่วนตัวเมียจะมีท่อเพศใหญ่กว่า จะมีฐานคล้ายสามเหลี่ยมมุมป้าน มีท่อยื่นออกมา ในส่วนปลาตัวใหญ่หรือมีขนาดแล้วก็ดูไม่ยากเย็นนัก แต่ในปลาขนาดเล็กบางทีก็จนปัญญาเหมือนกัน
อีกวิธีคือ ดูครีบตะเกียบใต้ท้อง ตัวเมียจะมีลักษณะสั้นไม่แหลมเป็นเส้น ตัวผู้จะมีครีบตะเกียบที่แหลมเป็นเส้นกว่าตัวเมีย วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะปลานกแก้วเท่านั้นและไม่ทุกตัวที่เป็นเช่นนั้น แต่โดยมากจะเป็นเช่นนั้น ในส่วนคิงคองและซินแดงไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้
บางทีการเลี้ยงนกแก้วหรือคิงคองมานาน เลี้ยงปริมาณเยอะ ๆ มีเวลานั่งชมพฤติกรรมการเป็นอยู่ของมันก็พอจะบอกได้ว่าปลาตัวไหนที่เราเลี้ยงเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย เมื่อถึงจุด ๆหนึ่งเมื่อเราไปเห็นปลาที่อื่น บางทีการมองดูปลาว่ายสักพัก ก็พอจะคาดเดาได้ว่าตัวไหนคุณชายตัวไหนคุณหญิง ปลาบางตัวมีหน้า มีลูกตา มีทรวดทรงที่เป็นลักษณะเฉพาะว่าข้านี่แหละตัวผู้ หนูนี่แหละตัวเมีย บางทีก็ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ เพราะใช้ความรู้สึกที่สั่งสมมาตัดสินใจ และแน่นอนไม่มีทางถูกร้อย % นอกจากปลาตัวนั้นไข่แล้วเท่านั้น
ที่มา : http://th.discuscommunity.com/index.php?topic=243.0
ปลาลักเล่
ปลาทองพันธุ์นี้สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ชนิด ใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ
1.ปลาทองตาโปนสีแดง หรือเป็นปลาทองตาโปนที่มีสีแดงตลอดทั้งลำตัว ชาวญี่ปุ่นเรียกพันธุ์นี้ว่า Aka Demekin
2.ปลาทองพันธุ์เล่ห์ หรือที่คนไทยมักนิยมเรียกกันจนติดปากกันว่า “ปลาลักเล่ห์” เป็นปลาทองตาโปนที่มีสีดำตลอดทั้งลำตัว นอกจากนี้ยังแบ่งออกเป็นสายพันธุ์ย่อยต่าง ๆ ออกไป เช่น
- พันธุ์หางตุ๊กตา ปลายหางของปลาจะเรียบเสมอกันจนดูคล้ายกระโปรง
- พันธุ์หางยาวธรรมดา ซึ่งเป็นปลาที่มีราคาแพงกว่าชนิดหางตุ๊กตา
- พันธุ์เล่ห์นาก หรือ ลักเล่ห์นาก
- พันธุ์แพนด้า ที่มีสี Marking คล้ายหมีแพนด้า โดยเฉพาะตรงส่วนหน้า (พันธุ์ใหม่สุด)
3.ปลาทองตาโปน 3 สี คนไทยมักนิยมเรียกกันว่า “ลักเล่ห์ 5 สี” นั่นเอง
ลักษณะเด่นของปลาทองพันธุ์นี้ก็คือ ตาของปลาจะยื่นโปนออกไปข้างหน้าจนดูคล้ายกับกล้องส่องทางไกล จึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Telescope Eyes” ลักษณะของตาปลาทองชนิดนี้ที่ดีควรจะต้องโต และตาสองข้างต้องมีขนาดเท่า ๆ กัน แก้วตาควรจะกลมไม่แบน
ปลาชนิดนี้เมื่ออายุยังน้อยลูกตาจะไม่โปนออกมา โดยทั่วไปเมื่อลูกปลามีอายุได้ 3-6 เดือน ลูกตาจึงจะค่อย ๆ ยื่นโปนออกมาชัด หากตาโปนขึ้นเพียงข้างเดียวจะทำให้ปลาด้วยราคาถูกลงทันที โดยมากปลาทองตาโปนหากผู้เลี้ยง ๆ ไม่ดี ปลามักจะตาบอด เนื่องจากตาของปลามักชนถูกขอบตู้หรือขอบอ่างอยู่เสมอ ดังนั้นภาชนะที่ใช้เลี้ยงจึงควรเป็นบ่อหรืออ่างที่มีลักษณะกลมและปากบ่อหรืออ่างควรป้านออก เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาว่ายไปชนถูกขอบบ่อ
ขนาดของปลาทองพันธุ์นี้จะมีขนาดเล็ก โดยเฉลี่ยยาวไม่เกิน 6 นิ้ว จัดว่าเป็นปลาที่ค่อนข้างเปราะบางเลี้ยงยาก ดังนั้นจึงเป็นปลาที่ไม่เหมาะสำหรับนำเลี้ยงปลามือใหม่ที่จะนำไปเลี้ยง และเนื่องจากปลาทองชนิดนี้เป็นปลาที่มีสายตาใช้การได้ไม่ดีเท่าใดนัก จึงทำให้ปลามีประสาทในการดมกลิ่นดีกว่าพันธุ์อื่น ๆ สำหรับปัญหาที่มักเกิดกับปลาทองเล่ห์ คือ ปลาทองชนิดนี้เมื่อมีอายุขัยมากขึ้นสีมักจะกลาย ทำให้ขาดความสวยงาม
จากการศึกษาค้นคว้าพอทราบว่าเหตุที่ปลาทองพันธุ์นี้มีชื่อว่า “พันธุ์เล่ห์” เพราะเจ้าของร้านเล่ห์ประดิษฐ์ซึ่งเป็นผู้ผลิตแรกเก็ตไม้แบดมินตันเป็นผู้นำปลาทองชนิดนี้เข้ามาเลี้ยงและเผยแพร่ในเมืองไทย จึงเรียกปลาทองตาโปนที่สีดำนี้ว่า “พันธุ์เล่ห์” ตั้งแต่นั่นเป็นต้นมา ซึ่งภายหลังแผลงกันจนเป็น “ปลาลักเล่ห์”
สำหรับปลาทองตาโปน 3 สี นั้น เป็นปลาทองที่มีเกล็ดโปร่งใส โดยมีลวดลายและสีสันอยู่ภายในซึ่งเราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากดูอย่างผิวเผินแล้วอาจเข้าใจว่า ลวดลายและสีสันบนตัวปลาเป็นสีบนเกล็ดปลา แต่ที่แท้จริงแล้วสีที่เห็นเป็นสีที่ซ่อนอยู่ใต้เกล็ด สำหรับสีของปลาทองชนิดนี้ได้แก่ แดง ขาว ดำ ฟ้า น้ำตาลออกเหลือง แดงออกม่วง ปลาที่มีครบทั้ง 5 สี อยู่ในตัวเดียวจะเป็นปลาที่มีราคา ซึ่งปลาที่มีลักษณะเช่นนี้เป็นปลาที่หาได้ยาก
นอกจากนี้ปลาทองพันธุ์ตาโปน หรือ พันธุ์เล่ห์ ยังสามารถแยกประเภทออกไปตามลักษณะของหางออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ
1.ปลาทองชนิดหางแฉก ซึ่งในบ้านเรานิยมเรียกกันว่า “หางผีเสื้อ” จัดว่าเป็นปลาที่ได้รับความนิยมมากกว่าปลาทองประเภทที่จะกล่าวต่อไป
2.ปลาทองหางซิว มีลักษณะคล้ายหางปลาทองสามัญ แต่จะเรียวยาวมากกว่าคล้ายหางปลาซิว
ที่ทา : http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6-6/no06-08/fish/sec04p03_16.html
ปลาน้ำผึ้ง
ชื่อสามัญ Siamese algae eater
ชื่อวิทยาศาสตร์ Gyrinocheilus aymonieri (Tirant, 1883)
ลักษณะทั่วไปของปลาน้ำผึ้ง
ปลาน้ำผึ้ง หรืออีดูด เป็นปลาประจำท้องถิ่นของไทย ในธรรมชาติเป็นปลาขนาดกลาง โตเต็มที่อาจยาวได้ถึง 20 เซนติเมตร มีรูปร่างยาวทรงกระบอก ปลาน้ำผึ้งเป็นปลาขนาดเล็กที่มีลักษณะลำตัวเรียวคล้ายทรงกระบอก ค่อนข้างเรียวไปทางโคนหาง ความยาวลำตัววัดจากจะงอยปากถึงโคนหางเป็น 4.5-5.4 เท่าของความกว้างลำตัว ส่วนหัวสั้น ด้านล่างของส่วนหัว และส่วนท้องแบนราบ ตาค่อนไปทางด้านบนของหัว ปากอยู่ด้านล่าง ลำตัวมีสีน้ำตาล บริเวณหลังมีแต้มสีดำ หรือน้ำเงิน ด้านข้างลำตัวของปลาวัยอ่อนมีแถบสีน้ำตาลเข้มพาดไปตามความยาวของลำตัว ครีบมีสีเหลือง หรือน้ำตาลพร้อมด้วยจุดสีดำเล็ก ๆ ครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบหลังมีก้านครีบ 13-14 อัน ครีบก้นมีก้านครีบ 8-9 อัน มีเกล็ดตามแนวเส้นข้างตัว 39-41 เกล็ด ปลาน้ำผึ้งพบมากทั้งแหล่งน้ำนิ่ง และน้ำไหล ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ริมฝีปากเปลี่ยนแปลงเป็นอวัยวะสำหรับการยึดเกาะ เหมือนปลาซัคเกอร์ ช่องเปิดเหงือกแต่ละข้างมีสองช่องสำหรับให้น้ำไหลผ่านใช้ในการหายใจ ผิดจากปากน้ำจืดชนิดอื่น ๆ ที่ดูดน้ำเข้าทางปาก และปล่อยออกทางเหงือก กินอาหารประเภท ตะไคร่น้ำ สาหร่ายบางชนิด เศษพืช และสัตว์เน่าเปื่อยเป็นอาหาร มีขนาดความยาว 20-26 เซนติเมตร
การแพร่กระจาย
ปลาน้ำผึ้งมีการแพร่กระจายตามแหล่งน้ำไหลทั่วไปทั้งในประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชามาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในประเทศลาว พบที่หลวงพระบาง และ อ่างเก็บน้ำเขื่อนน้ำงึม ในประเทศกัมพูชาพบบริเวณแม่น้ำโขงของกัมพูชา ในประเทศไทยพบแพร่กระจายอย่างกว้างขว้างทั่วไปในที่ราบลุ่มภาคกลาง โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา บึงบอระเพ็ด พบมากที่สุโขทัย โดยเฉพาะในแม่น้ำยม และลำคลองสาขา แถบจังหวัดอีสาน พบมากในแม่น้ำโขง และทางภาคใต้ พบที่สงขลา
การเพาะพันธุ์ปลาน้ำผึ้ง
การเพาะพันธุ์ปลาน้ำผึ้ง โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate ร่วมกับ ยาเสริมฤทธิ์ domperidone ฉีดปลาเพศเมีย ครั้งที่ 1 ในอัตราความเข้มข้น 10-15 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ ยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปลาเพศผู้ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ ยาเสริมฤทธิ์ 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แม่ปลาสามารถวางไข่ภายในระยะเวลาประมา 4 ชั่วโมง หลังฉีดฮอร์โมน ลักษณะไข่ปลาเป็นแบบไข่ลอย ไข่ฟักเป็นตัวอยู่ในระหว่าง 13 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิของน้ำ 27-28 องศาเซลเซียส มีอัตราการฟักเท่ากับ 30-50 เปอร์เซ็นต์ อนุบาลลูกปลาวัยอ่อนด้วยโรติเฟอร์ และไข่แดงบดละเอียด ลูกปลามีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัยเมื่ออายุ 17 วัน
ที่มา : http://www.fisheries.go.th/sf-saraburi/index.php?option=com_content&view=article&id=83&Itemid=166
ปลาผีเสื้อ
ลักษณะทั่วไปของปลาผีเสื้อ
ปลาผีเสื้อมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chaetodon lunulatus อยู่ในวงศ์ Chaetodontidae ในวงศ์ประกอบไปด้วยปลาจาก 12 สกุล จำนวน 130 ชนิดพบในทะเลไทยพบไม่ต่ำกว่า 25 ชนิด ปลาผีเสื้อมีลำตัวสั้น แบนด้านข้าง ปากมีขนาดเล็กอาจยืดหดได้ ภายในปากมีฟันละเอียด ครีบหลังมีอันเดียว ประกอบด้วยก้านครีบแข็งอยู่ส่วนหน้าและก้านครีบอ่อนอยู่ถัดไป ครีบทวารมีก้านครีบแข็ง 3 อัน และแผ่นยื่นรับกับครีบหลัง ปลาผีเสื้อมีนิสัยเฉื่อยชา ว่ายน้ำหรือเคลื่อนไหวไปอย่างช้า ๆ ไม่ว่องไวเหมือนปลาอื่น ๆ เป็นปลาที่มีเนื้อไม่เป็นที่นิยมกิน รวมทั้งตัวเล็ก และจับได้ไม่มากจึงไม่นิยมกิน เพราะฉะนั้นจึงมีไว้เพื่อเลี้ยงดูเล่นจะเหมาะที่สุด นิยมเลี้ยงกันมากในวงการเลี้ยงปลาทะเลสวยงามในปัจจุบัน มีราคาดี เป็นที่สนใจและต้องการในตลาด ของวงการเลี้ยงปลาทะเลสวยงาม
ปลาในสกุลนี้รวมไปถึงปลาผีเสื้อที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นปลาชนิดอื่น เช่น โนรีหรือโนรีเกล็ด แต่ไม่รวมปลาที่เรียกกันว่า ปลาผีเสื้อเทวรูป หรือโนรีหนัง (Zanclus cornutus) ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันกับปลาผีเสื้อแต่ไปใกล้ชิดกับพวกปลาขี้ตังเป็ด หรือพวกปลาแทงค์เสียมากกว่า ปลาในกลุ่มนี้มีลำตัวแบน และมีซี่ฟันเล็ก ๆ กระจายทั่วทั้งปาก อันเป็นที่มาของชื่อสกุลที่แปลไว้ว่า “มีฟันคล้ายซี่แปรง” ทั้งนี้ก็ยังมีอีกหลาย ๆ คนที่มักจะสับสนระหว่างปลาในกลุ่มปลาผีเสื้อกับปลาสินสมุทร (Angelfish) ซึ่งอยู่ในวงศ์ Pomacanthidae แต่จุดเด่นที่แตกต่างคือปลาผีเสื้อไม่มีเงี่ยงที่ใต้กระบังเหงือก
ชื่อของปลาผีเสื้อในบ้านเรานั้นมักจะตั้งขึ้นจากลวดลาย และสีสันบนลำตัวของปลา โดยมีคำว่าผีเสื้อนำหน้าซึ่งคำว่าปลาผีเสื้อนี้จะหมายถึงปลาในสกุล Chaetodon, Forcipiger, และHemitaurichthys เป็นหลัก ส่วนปลาผีเสื้อในสกุล Chelmon, Parachaetodon และ Coradion นั้นจะถูกเรียกว่า กระจิบ ในขณะที่ โนรี นั้นจะหมายถึงปลาในสกุล Heniochus เพียงชนิดเดียว
การแพร่กระจายของปลาผีเสื้อ
ปลาในกลุ่มนี้มีการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในแนวปะการังตามเขตอบอุ่นทั่วโลก ทั้งในมหาสมุทรแอตแลนติก และในเขตอินโด-แปซิฟิก ปลาในกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในระดับความลึกที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้เราสามารถพบปลาผีเสื้อได้ในบริเวณที่น้ำมีความสะอาด และมีความอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ระดับความลึกเพียงเอวไปจนถึงระดับระดับความลึกหลายร้อยเมตร และปลาผีเสื้อหลายชนิดยังมีเขตกระจายพันธุ์ที่จำกัด เช่น ผีเสื้อเกาะอีสเตอร์ (Chaetodon litus) ที่พบเฉพาะรอบ ๆ เกาะอีสเตอร์กลางมหาสมุทรแปซิฟิก
ความชุกชุมของปลาผีเสื้อในแนวปะการังทั่วน่านน้ำไทย ได้แก่ เกาะค้างคาว จ.ชลบุรี หมู่เกาะชุมพร จ.ชุมพร เกาะขาม เกาะหนู เกาะแมว จ.สงขลา เกาะลอปี เกาะโลซิน จ.นราธิวาส หมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา หมู่เกาะเภตรา หมู่เกาะตะรุเตา จ.สตูล พบว่า มีปลาผีเสื้อวงศ์ Chaetodontidae จำนวน 42 ชนิด (ไม่รวมปลาผีเสื้อเทวรูป) ความหลากหลายของปลาผีเสื้อในแต่ละบริเวณมากน้อยแตกต่างกันไปตามสภาพแนวปะการัง กล่าวคือ หากแนวปะการังมีความอุดมสมบูรณ์มากความหลากหลายของปลาผีเสื้อก็จะมาก ในทางกลับกันหากความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการังมีน้อยความหลากหลายของปลาผีเสื้อก็จะน้อยตามไปด้วย
ปลาผีเสื้อชนิดใหม่ซึ่งเป็นชนิดแรกที่พบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยพบที่เกาะซินมี 2 ชนิดด้วยกันค่ะคือ ผีเสื้อจุดดำ(Ovalspot Butterflyfish) และ Chaetodon baronessa (Eastern triangle butterfly fish) นอกจากนี้ยังพบปลาผีเสื้ออีก 3 ชนิดที่พบว่ามีการแพร่กระจายทางฝั่งอ่าวไทยเป็นครั้งแรก ได้แก่ ผีเสื้อลายไขว้ (Chaetodon auriga) ผีเสื้อพระจันทร์ (Chaetodon lunula) และผีเสื้อลายเส้น (Chaetodon lineolatus) เนื่องจากปลาผีเสื้อทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวนั้นมีรายงานพบเฉพาะที่ฝั่งทะเลอันดามันเท่านั้น
ปลาผีเสื้อเกาะอีสเตอร์ (Chaetodon litus) พบเฉพาะรอบ ๆ เกาะอีสเตอร์กลางมหาสมุทรแปซิฟิก
สังคมของปลาผีเสื้อ
ปลาผีเสื้ออาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงหรือเป็นคู่ แต่ปลาผีเสื้อหลายชนิดมีการเลือกเพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต หรืออย่างน้อย ๆ หกปี ที่สำคัญพบว่าปลาผีเสื้อหลายชนิดจะมีจุดสีดำบริเวณโคนหางหรือปลายครีบและพรางดวงตาที่แท้จริงด้วยแถบสีดำ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเอาตัวรอดจากศัตรูไม่ให้เข้าจู่โจมได้ง่าย ๆ
ปลาผีเสื้อเป็นปลาที่หากินในเวลากลางวัน เมื่อพลบค่ำจะหลบเข้าไปหาที่หลับนอนตามซอกหิน หรือโพรงปะการัง ในเวลากลางคืนปลาผีเสื้อจะเปลี่ยนสีตัวเองให้เข้มขึ้นโดยจะเป็นแต้มสีน้ำตาล หรือแถบสีเทาก็เพื่อให้ปลอดภัยจากอันตรายและศัตรูตามธรรมชาติ
การสืบพันธุ์ของปลาผีเสื้อ
ปลาในกลุ่มนี้จะสืบพันธุ์วางไข่โดยการปล่อยไข่ให้ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ก่อนจะรอวันให้ลูกปลาฟักออกมาเป็นตัวและกลับไปอาศัยในแนวปะการังต่อไป ลูกปลาผีเสื้อแทบทุกชนิดมีรูปร่างหน้าตาแทบจะเหมือนกับตัวเต็มวัย โดยมักจะมีจุดบริเวณครีบหลัง และเมื่อลูกปลาโตขึ้นจุดที่ว่านี้ก็จะหายไปเช่นเดียวกับในแนวปะการังอื่น ๆ อีกหลายชนิด ตัวอย่างเช่น ปลาผีเสื้อพระจันทร์เมื่อวัยอ่อนจะมีจุดสีดำที่ปลายครีบก้น แต่เมื่อโตขึ้นลวดลายดังกล่าวนั้นก็จะหายไปและจะมีลักษณะเหมือนกับพ่อ-แม่ปลา
การเลี้ยงปลาผีเสื้อ
ปลาผีเสื้อจะเป็นปลาสวยงามที่ได้รับความสนใจ แต่ปลาในกลุ่มปลาผีเสื้อนั้นไม่ใช่ปลาที่สามารถเลี้ยงได้ง่าย หลายชนิดไม่สามารถเลี้ยงให้รอดได้ เช่น ปลาผีเสื้อลายเสือ (Chaetodon meyeri) หรือแม้กระทั่งผีเสื้อเหลือง (C. andamanensis) เนื่องจากอาหารหลักของพวกมันคือโพลิปของปะการังเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับปลาผีเสื้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการกินอาหาร ตลอดจนความไปได้ในการดำรงชีวิต ในเบื้องต้นพบว่าปลาจะยังไม่กินอาหารสำเร็จรูปที่ให้ในทันที และวิธีที่ดีที่สุดในการฝึกปลาให้กินอาหรนั้นก็คือ การให้หอยลายอ้าเปลือกที่ล้างให้สะอาดด้วยน้ำจืด หรืออาหารทะเลสดสับละเอียดที่แช่แข็งแล้วบิให้ปลากินทีละน้อย หรืออาจเลี้ยงปลาผีเสื้อด้วยไรทะเลที่สะอาดด้วยการล้างด้วยน้ำจืดหลาย ๆ ครั้งแล้วแช่น้ำจืดไว้ประมาณ 10 นาทีก่อนให้ จากนั้นให้ผู้เลี้ยงสังเกตการณ์กินของปลาหากปลากินอาหารดีขึ้นก็อาจจะลองให้อาหารสำเร็จรูปสลับ
อย่างไรก็ตามในการเลี้ยงปลาผีเสื้อนั้นผู้เลี้ยงต้องมีการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องการควบคุมคุณภาพน้ำ อุณหภูมิ และอาหาร อันเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ ในการรักษาชีวิตของปลากลุ่มนี้ให้รอดในระยะยาว
ปลาผีเสื้อ 12 สกุล ได้แก่
1 Amphichaetodon 7 Hemitaurichthys
2 Chaetodon 8 Heniochus
3 Chelmon 9 Johnrandallia*
4 Chelmonops 10 Roa
5 Coradion 11 Parachaetodon*
6 Forcipiger 12 Prognathode
หมายเหตุ: * แทนความเป็น Monotypic Genus อันหมายความว่าทั้งสกุลมีปลาเพียงชนิดเดียว
ปลาผีเสื้อชนิดต่าง ๆ
ปลาผีเสื้อที่พบในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน บางชนิดพบเฉพาะในอ่าวไทย บางชนิดพบเฉพาะฝั่งมหาสมุทรอินเดีย และบางชนิดพบอยู่ทั้งสองฝั่ง แต่นำมาฝากคนรักปลาผีเสื้อนั้นจำนวน 7 สกุล15 ชนิดพร้อมกับลักษณะและพฤติกรรมที่น่าสนใจบางประการอีกด้วยเริ่มจาก
สกุล Hemitaurichthys
เป็นปลาผีเสื้อกลุ่มที่หากินกับแพลงก์ตอนที่ลอยมากับกระแสน้ำเป็นหลัก แทนที่จะเป็นปะการังอย่างผีเสื้อสกุลอื่น ๆ แต่ถึงกระนั้นพวกมันก็ยังต้องพึ่งแนวปะการังเป็นที่หลบซ่อนตัวและเป็นแหล่งอาหารเช่นเดียวกับผีเสื้อชนิดอื่น ๆ
การที่เลี้ยงปลากลุ่มนี้ซึ่งกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารจึงทำให้พวกมันสามารถปรับตัวให้เข้ากับได้ดีกว่าชนิดอื่น ๆ ปลาในกลุ่มนี้ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีคงหนีไม่พ้น ผีเสื้อม้าลาย (Hemitaurichthys zoster) เป็นปลาผีเสื้อเพียงตัวเดียวที่พบได้ในน่านน้ำไทย
ที่มา : http://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/main/advcourse/presentstu/course/bm521/ns01_2/seafish/butter1.html
ปลาสิงโต
ชื่อสามัญ Lion Fish
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pterois antennata
ขนาดลำตัว 8-13 ซม.
ปลาสิงโต เป็นปลามีพิษซึ่งพิษอยู่ที่ก้านครีบ ปลาสิงโตจะอยู่ในครอบครัว Scorpaenidae ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่
ปลาสิงโต ( Pteroinae ) และ
2.ปลาหินและปลาแมงป่อง ( Scorpaeninae )
ทั้งหมดนี้จะเป็นปลามีพิษร้ายแรง โดยที่พิษจะอยู่ที่ครีบแข็งทั้งหลาย เช่น ครีบอก ครีบหลัง พิษพวกนี้มีไว้ให้ป้องกันตัวอย่างเดียว เมื่อมีอันตรายเข้าใกล้ ปลาสิงโตจะกางครีบ เป็นการข่มขู่ แต่จะไม่ค่อยออกมาโจมตี หรือเอาครีบทิ่มแทงใคร
ปลาสิงโต ชอบอำพรางตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ถ้าไปโดนพิษส่วนใหญ่จะเจ็บจี๊ดแล้วปวดขึ้นเรื่อยๆ
ข้อแนะนำ ถ้าโดนพิษปลาสิงโต ให้ทำความสะอาดแผล แล้วใช้ความร้อนเข้าสู้ พิษของปลาพวกนี้จะเป็นโปรตีน เมื่อโดนความร้อนจะสลายไป อาจจะใช้ไดร์เป่าผม น้ำอุ่น กระเป๋าน้ำร้อน หรืออะไรก็ได้ที่ร้อนๆประคบไว้ อาจจะใช้วิธีอังไฟก็ได้นะค่ะ ปรกติจะปวดประมาณ 24 ชม.แล้วจะค่อยๆ เบาลง
ลัษณะทั่วไป
ปลาตัวนี้จะมีลำตัวที่หนา มีครีบที่แข็งทั้งยังเป็นพิษร้าย บริเวณหัวจะมีหนามแหลม แต่บางตัวจะมีพัฒนาการที่แตกต่างกันออกไป เช่น ผิวหนังตามหัว และลำตัวเป็นแผ่นยื่นออกมากซึ่งคล้ายกันปลาพันธุ์นี้มีหนวด การว่ายน้ำค่อนข้างเชื่องช้าชอบนอนนิ่งอยู่ตามพื้น ปลาสิงโตบางตัวมีสีที่กลมกลืนกับสีของพื้นทะเลซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการอำพรางตัวเพื่อล่าอาหารอีกด้วย
ปลาสิงโต ชนิดที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่
1.ปลาสิงโตครีบยาว หรือปลาสิงโตธรรมดา ชื่อสามัญ Ragged-Finned lionfish ปลาสิงโตพันธุ์นี้จะมีจุดเด่น คือ ครีบของปลาค่อนข้างยาว บริเวณลำตัวจะเป็นลายแดงสลับแถบขาว ส่วนครีบของปลามีลักษณะเป็นหนวดยาว พบได้ทั้งมีสีขาว และลายบ้างเล็กน้อย
2.ปลาสิงโตลายขาว ชื่อสามัญ White-lined lionfish ปลาสิงโตลายขาวจะเหมือนกับปลาสิงโตครีบยาว บริเวณลำตัวจะมีลายสีขาวเส้นเล็กๆคาดบริเวณลำตัว หนวดนั้นส่วนใหญ่จะพบเป็นสีขาว มีข้อแตกต่างจากปลาสิงโตครีบยาว คือจะมีลายเส้นขาวเล็กๆพาดตามตัวเป็นหลัก
อาหาร ปลาสิงโตจะลอยตัวนิ่งๆพุ่งเข้าชาร์ทเพยื่อด้วยความเร็วสูง กินปลาเล็ก หรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จำพวกกุ้ง ปู เป็นอาหาร
ปลาสิงโต สามารถเลี้ยงรวมกับปลาอื่นที่มีขนาดใหญ่กว่าปากของมัน โดยสามารถเลี้ยงรวมกับ กลุ่มปลาเก๋า ปลากระพง หรือปลาสร้อยนกเขาชนิดต่างๆ แม้กระทั่งในกลุ่มปลาหิน หรือปลานกขุนทอง ปลาตาหวาน ก็ได้
ปลาที่ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงรวมกับปลาสิงโต ได้แก่ ปลาเล็กๆ หรือปลาที่ชอบแทะเล็มปลาอื่น ได้แก่ ปลาผีเสื้อ ปลาขี้ตังเบ็ด เพราะปลาพวกนี้ชอบไล่ตอด ทำให้ปลาสิงโตเกิดความรำคาญและเป็นแผลได้
เพื่อนๆค่ะ จริงๆแล้วปลาสิงโต หรือสัตว์มีพิษทุกตัวที่อยู่ในทะเล คงไม่คิดอยากที่จะทำร้ายใครเพียงแต่เขาป้องกันตัวเองเท่านั้น คนชอบปลา อยากชวนเพื่อนๆมาลองเลี้ยง ปลาสิงโต ด้วยกันมั้ยค่ะ
ที่มา : http://fishmini.blogspot.com/2010/06/blog-post_1174.html
ปลาบอลลูน
ปัจจุบัน ปลาบอลลูน มอลลี่ เป็นปลาสวยงามอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยเลี้ยงเพื่อการส่งออก โดยส่งไปขายยังฮ่องกง, ไต้หวัน, สหรัฐอเมริกา ฯลฯ เนื่องจากเป็นปลาสวยงามที่มีความหลากหลายสีสันอีกชนิดหนึ่ง ถึงแม้จะมีลวดลายน้อยกว่าปลาหางนกยูง แต่จะเด่นกว่าตรงครีบกระโดงหลังที่สูงและแผ่สะดุดตา ลักษณะเด่นของปลาบอลลูนคือ ลำตัวกลมเหมือนบอลลูน (ยิ่งกลมยิ่งสวย) ลำตัวสั้นและอ้วน การเลี้ยงปลาสวยงามชนิดนี้ในบ้านเรามีอยู่หลายชนิด ถ้าแยกเป็นสีได้แก่สีขาว, ดำ, ส้ม, เหลือง, ลายขาว-ดำ, ลายขาว-น้ำตาล, ลายขาว-ดำ-เหลือง และสีช็อกโกแลต เป็นต้น
คุณวินัย เจริญวงศ์ ชาวตำบลดอนทราย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เลี้ยงปลาบอลลูน มอลลี่ มานาน 6-7 ปี ได้อธิบายถึงวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้ว่าทำง่าย เป็นปลาที่ออกลูกเป็นตัว อัตราการปล่อย 1 : 3 คือ ตัวผู้ 1 ตัวต่อตัวเมีย 3 ตัว จะปล่อยให้ผสมพันธุ์ในบ่อปูนหรืออ่างก็ได้ คุณวินัยบอกว่าบ่อยิ่งกว้างจะปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ได้มาก โดยคิดอัตราปล่อยอัตรา 100 ตัวต่อพื้นที่บ่อ 1 ตารางเมตร ให้น้ำมีระดับความลึกประมาณ 30 เซนติเมตร พ่อ-แม่พันธุ์ควรจะใช้ปลาหนุ่ม-สาวอายุ 4-6 เดือน ถ้าปลามีอายุมากกว่านี้จะปลดระวางขายเป็นปลาไซซ์ใหญ่ จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าปลาบอลลูน มอลลี่จะออกลูกเป็นตัวเหมือนกับปลาหางนกยูงและปลาสอด
แม่ปลาจะตั้งท้องประมาณ 28-35 วัน และแต่ละแม่จะให้ลูกครั้งละ 10-30 ตัว แล้วจะพักไป 10-15 วัน ก็จะให้ลูกอีก ดังนั้นคนที่เพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้จะต้องคัดลูกปลาออกทุกวันไม่เช่นนั้นพ่อ และแม่จะกินลูกจนหมด ในบ่อหรืออ่างควรจะมีไม้น้ำ เช่น ผักตบชวา, สาหร่าย, เชือกปอฟางฉีกฝอยเพื่อให้ลูกปลามีที่หลบซ่อน คุณวินัยบอกว่าบ่อที่ใช้ในการอนุบาลลูกปลาควรจะขัดให้สะอาดและตากแดดอย่างน้อย 2 วันเพื่อฆ่าเชื้อโรค อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปลาให้ไรแดง 2 มื้อ เช้า-เย็น โดยให้พอประมาณ (ให้มากไปจะทำให้น้ำเน่าเร็ว)
พอโตได้สักระยะหนึ่งเปลี่ยนมาให้อาหารปลากินพืชเม็ดเล็ก เมื่อลูกปลามีอายุได้ราว 1 เดือน ให้คัดแยกตัวผู้และตัวเมียออก วิธีการสังเกตปลาตัวผู้และตัวเมียคือ ปลาตัวผู้ขนาดจะเล็กกว่าปลาตัวเมียแต่ส่วนของครีบกระโดงหลังของตัวผู้จะ ยาวกว่าของตัวเมีย เมื่อปลามีอายุได้ประมาณ 4 เดือน จับขายได้ ส่วนใหญ่จะขายคละกันทั้งตัวผู้และตัวเมีย
คุณวินัยได้อธิบายถึงความแตกต่างของการเลี้ยงปลาชนิดนี้ในบ่อดินและบ่อปูน ว่า ถ้าเลี้ยงในบ่อปูนปลาจะโตช้ากว่าที่เลี้ยงในบ่อดินถึง 1 เท่าตัว เช่น บ่อปูนใช้เวลาเลี้ยงนาน 4 เดือน ถึงจะจับขายได้ในขณะที่เลี้ยงในบ่อดินจะใช้เวลาเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ควรจะมีการถ่ายน้ำทุก ๆสัปดาห์และจะต้องถ่ายออกทั้งหมด เนื่องจากในช่วงอนุบาลลูกปลาจะมีเศษอาหารหลงเหลืออยู่มาก
สำหรับเคล็ดลับในการคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ปลา คุณวินัย บอกว่า คัดเอาปลารุ่นที่มีอายุ 4 เดือน ที่มีลักษณะตรงตามสายพันธุ์มาเป็น พ่อ-แม่พันธุ์ในรุ่นต่อไป โดยจะใช้พ่อ-แม่พันธุ์รุ่นนี้เพื่อให้ลูกนาน 2-3 เดือน ถึงจะเปลี่ยนพ่อ-แม่พันธุ์ชุดใหม่เข้ามาทดแทน ในการเลี้ยงปลาบอลลูน มอลลี่เพื่อการผลิตพันธุ์ไม่ควรเลี้ยงคละสี เพราะจะทำให้ปลากลายพันธุ์ได้
ที่มา : http://pet.kapook.com/view10309.html
ปลาสอด
ปลาสอด
ชื่อวิทยาศาสตร์ Xiphophorus helleri Heckel, 1845
ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Swordtail
ปลาสอดเป็นปลาที่อยู่ในครอบครัว (Family) Poeciliidae และครอบครัวย่อย (Subfamily)
poeciliinae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Xiphophorus helleri Heckel, 1845 ซึ่งชื่อชนิดของ
ปลาสอด “helleri” ถูกตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่นักพฤกษศาสตร์ Viennese Heller ปลาสอดมีชื่อสามัญ
ภาษาอังกฤษว่า Swordtail ซึ่งมาจากลักษณะครีบหางตอนล่างของปลาตัวผู้ ที่มีลักษณะยื่นยาวออกไป
คล้ายดาบ ซึ่งชื่อนี้ก็ได้นำมาใช้เป็นชื่อสามัญของไทยด้วย
ปลาสอดมีแหล่งกำเนิดบริเวณ ริโอนอตลา ในเม็กซิโกถึงเบลิซ และฮอนดูรัส กินพืชน้ำ แพลงก์ตอนสัตว์
และตัวอ่อนแมลงเป็นอาหาร ความยาวลำตัวโดยเฉลี่ย 12.5 เซนติเมตร เพศผู้มีก้านครีบหางตอนล่างยาวเลย
ขอบหาง มีลักษณะเรียวแหลม คล้ายดาบ ปลาสอดเพศผู้จะมีความยาวประมาณ 14 เซนติเมตร และช่วง
หางดาบอาจมีความยาว 4-8 เซนติเมตร ส่วนปลาเพศเมียมีความยาวประมาณ 16 เซนติเมตร ความยาวลำตัว
จะมีความแปรปรวนมากในแต่ละตัว ปลาสอดบางตัวอาจมีความยาวแค่ 5-6 เซนติเมตร บวกความยาวของดาบ
ประมาณ 3 เซนติเมตร บางตัวยาว 8-10 เซนติเมตร ปลาสอดจะมีลำตัวยาวเรียว และหัวแหลม
ปลาสอดชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีพืชน้ำปกคลุมเบาบางจนถึงหนาแน่น อุณหภูมิน้ำประมาณ 24-28
องศาเซลเซียส เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย จะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อย ในธรรมชาติจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำใด
แหล่งน้ำหนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงพบปลาชนิดนี้ทั่วไปในแหล่งน้ำที่มีน้ำไหลแรงตามแม่น้ำ บ่อ ทะเลสาบ และ
บริเวณที่มีน้ำท่วมขัง สาเหตุที่ปลาสอดสามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่แตกต่างกัน ทำให้มีลวดลาย และมีสี
หลากหลายมากในธรรมชาติ โดยทั่วไปปลาสอดสีเขียวจะเป็นที่รู้จักกันมากในธรรมชาติ จะมีแถบตรงกลางสี
แดงเข้ม หรือสีน้ำตาลพาดตามลำตัว และบางทีอาจพบแถบสีเพิ่มอีก 4 แถบ อยู่ด้านบน 2 แถบ และด้านล่าง
แถบกลางลำตัวอีก 2 แถบ ช่วงท้องจะมีสีขาว และที่ครีบหลังจะมีจุดแดง ปลาสอดเพศผู้ที่ขอบครีบหาง
ตอนล่างมีลักษณะคล้ายดาบจะมีสีเหลืองและดำ บางครั้งอาจพบจุดสีดำบนลำตัว ปลาสอดเป็นปลาที่รักสงบ
สามารถอยู่รวมกับปลาชนิดอื่นได้
ปลาสอดเป็นปลาที่ต้องดูแล และเอาใจใส่เหมือนกับปลาออกลูกเป็นตัวชนิดอื่น และยังสามารถเลี้ยงรวม
กับปลาชนิดอื่นได้ด้วย ปลาสอด ยังเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย มีความอดทน และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ไม่
จำเป็นต้องติดตั้งท่อออกซิเจนในบ่อ หรือสถานที่เลี้ยงมันก็อาศัยอยู่ได้ ที่สำคัญจัดเป็นปลาสวยงามที่เพาะขยาย
พันธุ์ได้ง่ายมีความหลากหลายทางด้านสีสัน และปลาสอดเป็นปลาสวยงามที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง เหมาะที่จะ
นำมาฝึกเลี้ยง สำหรับผู้ที่เริ่มเลี้ยงปลา และไม่ค่อยมีเวลามากนัก เพราะปลาสอดเป็นปลาเลี้ยงง่ายราคาซื้อขาย
ไม่แพงนัก มีความทนทานดี การเลี้ยงปลาสอดควรใส่พืชน้ำลงไปด้วย จะทำให้ดูแล้วสวยงามแล้ว ยังเป็นที่
หลบซ่อนของลูกปลาตัวเล็ก ๆ ไม่ให้ถูกปลาใหญ่กินอีกด้วย
ที่มา : http://www.fisheries.go.th/if-phayao/web2/index.php?option=com_content&view=article&id=106&Itemid=204
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







