วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ปลาตระกูล DOTTYBACK


ปลาตระกูล DOTTYBACK
- ปลาตระกูล dottyback ( ระดับความยากในเลี้ยง : 8.5 )
เป็นปลาตัวเล็กที่มีสีสันฉูดฉาด ที่พบมากได้แก่ ปลาสตอเบอรี่ ปลาแพคคาเนลล่า
( หวานเย็น ) ปลาไดเดรียม่า ปลารอยอลแกรมม่า ซึ่งเป็นปลาที่มีสีชมพูทั้งตัว อาจมีสีเหลือง
สลับครึ่งบน ครึ่งล่างแล้วแต่ชนิด

ข้อดี 1.เป็นปลาที่กินอาหารง่ายมาก ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ อาหารสด
2. มีสีสันสวยงาม ฉูดฉาด สะดุดตา
3.เป็นปลาที่ราคาไม่แพงมาก ยกเว้น รอยัลแกรมม่าที่มีราคาค่อนข้างสูง
4.เป็นปลาที่ค่อนข้างทนในหลายๆสภาวะแวดล้อม จัดว่าเลี้ยงง่าย แต่ถ้าอุณหภูมิ
เปลี่ยนแปลงบ่อย อาจเป็นจุดขาวได้


ข้อเสีย -เป็นปลาที่ดุมาก หวงถิ่น ชอบกัดปลาตัวอื่น โดยเฉพาะปลาชนิดเดียวกันอาจ
กัดจนถึงตายได้ ดังนั้นจึงควรเลี้ยงได้ตู้ละ 1 ตัวเท่านั้น

ที่มา : http://topaquafish.blogspot.com/

ปลาตระกูล Wrasse


ปลาตระกูล Wrasse

สำหรับปลาตระกูลนี้บางชนิดก็เลี้ยงยาก เช่น ปลาพยาบาล มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่เลี้ยงง่าย เช่น Sixline wrasse, ปลากัดทะเล , แก้วเหลือง , แก้วแดง เป็นต้น ซึ่งเวลานอนอาจจะมุดทราย หรือ สร้างเมือกขึ้นมาห่อหุ้มตัวเอง

ข้อดี 1.เป็นปลาที่กินอาหารง่าย ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ อาหารสด

2.สามารถทนสภาวะแวดล้อมต่าง ๆได้ดี

3.เป็นปลาเล็ก ที่มีสีสันสวยงาม ฉูดฉาดสะดุดตา

4.เป็นปลาที่นิสัยสงบ ไม่ดุร้าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้รวมทั้งพวกเดียวกัน

ข้อเสีย -เป็นปลาที่ค่อนข้างอ่อนแอในบางภาวะ อาจตายโดยไม่ทราบสาเหตุ

ที่มา : http://gait14.wordpress.com/5763345-2/3905-2/

ปลาแดมเซล DAMSEL FISH


ปลาแดมเซล DAMSEL FISH

- ปลาตระกูลแดมเซล ( ระดับความง่ายในการเลี้ยง : 10 )

ปลาชนิดนี้ส่วนมากจะมีสีน้ำเงินที่เราพบเห็นตามท้องตลาด มีหลากหลายชนิดทั้ง
แดมเซลหางเหลือง,บลูแดมเซล,เลมอนแดมเซล รวมถึงปลาโดมิโน ซึ่งมีสีดำ
และมีจุดเล็กๆ สีขาว 3 จุดบนตัว และปลาม้าลายที่มีลายขาวสลับดำบนลำตัว

ข้อดี
1.เป็นปลาที่กินอาหารง่ายมาก ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ อาหารสด
2.สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้แทบทุกสภาวะ เลี้ยงง่าย ตายยาก
3.เป็นปลาที่ราคาถูก หาได้ง่าย
4.มีสีสันสวยงาม ฉูดฉาด สะดุดตา

ข้อเสีย
1.เป็นปลาที่ดุมากๆ หวงถื่น ชอบกัดปลาตัวอื่น โดยเฉพาะปลาชนิดเดียวกันอาจ
กัดจนถึงตายได้ ดังนั้นจึงควรเลี้ยงได้ตู้ละ 1 ตัวเท่านั้น ( ข้อเสียมากๆ ) ยกเว้น
นีออนแดมเซลที่ดุน้อยที่สุดและสามารถเลี้ยงได้มากกว่า 1 ตัวในตู้
2.ชอบขุดพื้นเป็นรู ทำให้ทรายฟุ้งกระจาย และอาจทำให้หินในตู้ถล่มได้
3.เป็นปลาที่ว่ายน้ำเร็วมาก หลบเก่ง จึงทำให้จับยากมากเวลาจะเอาออกจากตู้
อาจต้องรื้อหินในตู้ทั้งหมดเพื่อทำการจับออก
4.สำหรับโดมิโนและม้าลายจะโตเร็วมาก และจะยิ่งเพิ่มความดุขึ้นเรื่อย ๆ

ที่มา : http://topaquafish.blogspot.com/2010/04/damsel-fish.html

ปลาตระกูลแทงค์(TANK FISH)


ปลาตระกูลแทงค์(TANK FISH)
- ปลาตระกูลแทงค์ ( ระดับความง่ายในการเลี้ยง : 7 )
เป็นปลาที่มี หลายพันธุ์ เช่น Blue tang ,Yellow tang ,Purple tang เป็นต้น สำหรับปลา ที่แนะนำสำหรับมือใหม่ได้แก่ Brown tang , Baby tang เป็นปลาที่กินเยอะและถ่าย ของเสียเยอะ ชอบว่ายน้ำ


ข้อดี
1.เป็นปลาที่กินอาหารง่าย ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ อาหารสด นอกจากนี้ยังเป็นปลาที่ชอบกิน สาหร่ายหรือสามารถให้ผักกาดกินเป็นอาหารได้
2.เป็นปลาที่นิสัยไม่ดุ ร้าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นๆได้
3.เป็นปลาที่มีสีสันสวยงาม สะดุดตา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
4.มีหลายราคา ตั้งแต่ ปานกลางไปจนถึงแพง

ข้อเสีย
1.เนื่องจากเป็นปลาที่กินมากและขับถ่ายของเสียมาก จึงจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงในตู้ที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น ประกอบกับนิสัยที่ชอบว่ายน้ำไปมาของมันด้วย
2.ตู้ที่เลี้ยงควรเป็นตู้ ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3 - 6 เดือน เพื่อจะได้มีระบบที่เสถียรและ สามารถรองรับของเสียที่เกิดขึ้นจากตัวปลาได้
3.เป็นปลาที่เป็นจุดขาว ง่ายมาก ดังนั้นอุณหภูมิจะต้องเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด

ที่มา : http://topaquafish.blogspot.com/2010/04/blog-post_1104.html

ปลาเรดเทลแคทฟิช


ปลาเรดเทลแคทฟิช (อังกฤษ: Redtail catfish) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ในอันดับปลาหนัง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phractocephalus hemioliopterus ในวงศ์ปลากดอเมริกาใต้ (Pimelodidae) จัดเป็นปลาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Phractocephalus



มีรูปร่างส่วนหัวแบนกว้างและใหญ่ ปากมีขนาดใหญ่ และอ้าปากได้กว้าง ภายในช่องปากจะมีฟันหยาบ ๆ สีแดงสด ซึ่งฟันลักษณะนี้จะใช้สำหรับดูดกลืนอาหารเข้าไปทั้งตัว โดยไม่เคี้ยวหรือขบกัด แต่จะใช้งับเพื่อไม่ให้ดิ้นหลุดเท่านั้น บริเวณส่วนหัวมีจุดกระสีน้ำตาลหรือดำกระจายอยู่ทั่ว ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแดง ส่วนท้องและด้านข้างลำตัวสีขาวหรือสีเหลือง ปลายหางและครีบหลังมีสีแดงจัด อันเป็นที่มาของชื่อ มีหนวดทั้งหมดสี่คู่ คู่แรกยาวที่สุดอยู่บริเวณมุมปาก หนวดอื่น ๆ อยู่บริเวณใต้คาง



ปลาเรดเทลแคทฟิช เป็นปลาที่หากินตามท้องน้ำ โดยกินอาหารได้แก่ ปลาขนาดเล็กกว่าและสามารถกินได้ถึงขนาดที่เท่าตัวหรือใหญ่กว่าได้ เรียกว่ากินไม่เลือกเลยครับ อะไรเข้าปากได้มันกินหมด ด้วยการกลืนเข้าไปทั้งตัวโดยไม่เคี้ยว เป็นปลาที่ตะกละ กินจุ กินไม่เลือก (ได้ยินบางคนซื้อไปเลี้ยงแล้วปวดหัวกับค่าอาหารของเจ้าเรดเทลนี่เลย เพราะต้องซื้อปลาเหยื่อให้ประจำ) และเจริญเติบโตได้เร็วมาก โดยเฉพาะลูกปลา พบกระจายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำอเมซอน, โอริโนโค และเอสเซคิวโบ โดยมีชื่อเรียกในภาษาถิ่นว่า Cajaro และ Pirarara


ตัวนี้ขนาดประมาณ 30 นิ้ว ตู้เล็กไปเลยทีเดียว

มีขนาดโตเต็มที่ได้ประมาณ 1-1.5 เมตร น้ำหนักหนักได้ถึง 51.5 กิโลกรัม
เป็นปลาที่นิยมตกเป็นเกมกีฬา และนิยมบริโภคกันทั่วไป โดยเฉพาะในประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงกันเพื่อบริโภคแทนเนื้อปลาคัง (Hemibagrus wyckioides) ซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านทดแทน เนื่องด้วยการที่เพาะขยายพันธุ์ง่ายและเติบโตเร็ว อีกทั้งเนื้อยังมีรสชาติดี และยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย ซึ่งจัดว่าเป็นปลาจากต่างประเทศที่มีการเลี้ยงกันมานานกว่า 30 ปีแล้ว มีราคาขายที่ไม่แพง ในปัจจุบัน ยังมีการผสมข้ามพันธุ์กับปลาในวงศ์เดียวกัน เช่น ปลาไทเกอร์โชวเวลโนส (Pseudoplatystoma fasciatum) เกิดเป็นลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ หรือมีสีสันที่แตกต่างไปจากปลาดั้งเดิมอีกด้วย เช่น สีขาวล้วน หรือสีดำทั้งลำตัว หรือปลาเผือก ซึ่งปลาที่มีสีสันแปลกเช่นนี้จะมีราคาซื้อขายที่แพงกว่าปลาปกติมาก


จัดเป็น ปลาหนังไม่มีเกล็ด ผิวด้านสาก ลำตัวใหญ่ มีหนวด 3 คู่ ใช้คลำทางหาอาหาร เนื่องจากมีสายตา ที่ไม่ค่อยดี ครีบอกมีเงี่ยงแข็ง พื้นลำตัวสีดำ คาดขาวยาวตั้งแต่ ปากจดปลายหาง มีจุดดำบริเวณส่วนหัว ครีบหางเป็นสีแดง มีอุปนิสัย ก้าวร้าว หวงถิ่น ชอบกินปลา ที่มีขนาดพอดี หรือใหญ่กว่า ปาก เป็นอาหารได้ กินเก่ง โตไว ถ้าจะเลี้ยงรวมกับปลาอื่น ควรเป็นปลาขนาดใหญ่ด้วยกัน อาทิ อะโรวาน่า หรือ ปลายักษ์ ขนาดอื่นๆ ที่ ว่ายน้ำ อยู่ในคนละชั้นโซน เนื่องจาก ปกติ ปลาชนิดนี้ มักจะอยู่ตามพื้นตู้



โดยทั่วไป ร้านขายปลาจะเสนอขาย ลูกปลาเรดเทล แคทฟิช ขนาดประมาณ 2-4 นิ้ว และสามารถดูแลในตู้ที่มีขนาดเล็กประมาณ 24 นิ้วได้ แต่ลุกปลาเรดเทล แคทฟิชนี้ก็ไม่สารถจะอยู่ในตู้ขนาดเล็กได้เป็นเวลานาน
เพราะแคทฟิชเหล่านี้ เป็นปลาเติบโตอย่างรวดเร็วถ้าให้อาหารอย่างเหมาสมกับขนาดของปลา. คุณจะต้องปรับขนาดของตู้ หรือ บ่อที่เลี้ยงให้เหมาะสมกับขนาดตัวปลา บางที อาจจะต้องใส่ตู้ ที่ใหญ่ขนาด 1500-2000 แกลลอน. ใช่คุณอ่านได้ถูกต้องแล้วขนาดถึง 1500-2000 แกลลอน.(ตู้ขนาด 60x20x20 คิดเป็นประมาณ 100 แกลลอน) เพราะคุณอย่าลืมนะครับว่าปลาสามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ถึงประมาณ 1.5 เมตร และมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 15-20 ปีเลยทีเดียว

การให้อาหาร
ตามธรรมชาติแล้ว เรดเทลแคทฟิช สามารถกินอาหารได้หลากหลาย เช่น ลูกปลา หรือแม้กระทั่งผลไม้
ลูกปลาเรดเทล ควรจะให้อาหารสองครั้ง ต่อหนึ่งวัน และ ไม่ควรที่จะให้อาหารสดพวกปลาเหยื่อแก่ลูกปลาเรดเทล ตั้งแต่ยังเล็ก มิฉะนั้น ลูกปลาอาจจะไม่ยอมกินอาหารที่ตาย หรือ อาหารประเภทอื่นในภายหลัง หนอนแดง ไส้เดือน อาหารเม็ดที่มีคุณภาพดีที่ออกแบบสำหรับปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับลูกปลา เรดเทล
เมื่อ เรดเทล แคทฟิช เริ่มโต เราสามารถ ให้อาหารลดลง เหลือ วันละ ครั้งได้ สามารถให้ อาหารที่หลากหลายได้ เช่น ปลาเหยื่อ ปู กุ้งตัวเล็ก เนื้อปลาอื่นๆ บางท่านก็จะให้เนื้อไก่ หรือหัวใจหมูก็สามารถให้ได้นานๆ ครั้ง.

เมื่อ เรดเทล แคทฟิช โตเต็มวัย สามารถให้อาหาร หนึ่ง หรือ สองครั้ง ต่อ สัปดาห์เมื่อโตเต็มวัย เรดเทล แคทฟิช จะไม่กินหนอนแดง หรือ อาหารเม็ดอีกเลย เพราะอย่างไร เรดเทล แคทฟิช ก็เป็นปลาประเภทกินเนื้อ เราควรจะให้อาหาร เรดเทล แคทฟิช ด้วย กุ้ง ปูและ หัวใจหมู อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งของโปรตีน สำหรับ เรทเทล แคทฟิช ที่ดีที่สุด

ที่มา : http://www.mornorfishclub.com/forum.php?mod=viewthread&tid=2347&page=1

ปลาลูโซโซ่


Lusosso ลูโซโซ่

ชื่อไทย ลูโซโซ่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Distichodus lusosso
ชื่อสามัญ Long snout distichodus
ถิ่นกำเนิด ทวีปแอฟริกาในตอนกลางและตอนใต้ของแม่น้ำคองโก และทะเลสาปแทงแกนยิกา
ขนาด ประมาณ 24 นิ้วในธรรมชาติ ประมาณ 12 นิ้วในตู้เลี้ยง
ลักษณะรูปร่าง เป็นปลาในอันดับ Characiformes ที่มีขนาดใหญ่ ในปลาขนาดเล็กมีพื้นลำตัวเป็นสีทองอมแดงมีลายดำ 6 เส้นคาดเป็นแนวตั้งตลอด เมื่อปลามีขนาดใหญ่ประมาณ 6 นิ้วขึ้นไป สีของลำตัวจะคล้ำลงเป็นสีน้ำตาลอมเขียว ลายจะไม่คมชัดเหมือนปลาขนาดเล็ก ทั้งปลาขนาดเล็กและใหญ่มีครีบต่างๆเป็นสีออกส้มแดง
การเลี้ยงดู
ลูโซโซ่เป็นปลาที่ว่ายน้ำว่องไว และว่ายได้ทุกระดับน้ำ ตู้เลี้ยงจึงควรมีขนาดใหญ่ ขนาดตู้ที่แนะนำคือ ตู้ขนาด 60 นิ้วขึ้นไป เพื่อรองรับขนาดโตเต็มที่ของมัน ตู้เลี้ยงควรมีฝาปิดมิดชิดเพราะเป็นปลาชนิดที่กระโดดเก่ง ไม่จำเป็นต้องตกแต่งตู้เลี้ยงมากมายอะไร ปลากลุ่มนี้ปรับตัวกับสภาพตู้เลี้ยงโล่งได้ดี ไม่ควรตกแต่งตู้เลี้ยงด้วยพรรณไม้น้ำ เพราะมีอุปนิสัยชอบกัดแทะ และกินพืชน้ำเป็นอาหาร ส่วนระบบส่องสว่างนั้นจะช่วยได้เรื่องความสวยงามของปลา สีสันของลำตัวจะเป็นสีส้มแดงแวววาวเมื่อถูกแสงไฟ แต่เมื่ออยู่ในที่มืดจะไม่สวยงามนัก
เรื่องของน้ำ เป็นปลาที่ไม่ต้องการค่าน้ำที่สลับซับซ้อนอะไร เพียงแค่น้ำสะอาดปราศจากคลอรีนก็เลี้ยงปลากลุ่มนี้ได้สบาย
อาหาร ลูโซโซ่เป็นปลาที่กินพืชเป็นหลัก (herbivorous) ในที่เลี้ยงจัดเป็นปลาที่กินอาหารได้ง่าย จนดูเหมือนเป็นปลาจะค่อนข้างชอบกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เป็นปลาที่แทบจะไม่มีปัญหาเรื่องการกิน บางครั้งพบว่าหลังจากที่ปล่อยลงเลี้ยงได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ขึ้นมากินอาหารสำเร็จรูปได้เลย ในที่เลี้ยงสามารถกินอาหารได้แทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น กุ้งฝอย หนอนนก ไส้เดือนฝอย หนอนแดง ไรทะเล กุ้งทะเลสำหรับปรุงอาหารก็ได้นำมาแกะเปลือกและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผู้เลี้ยงควรสลับให้อาหารประเภทพืชผักบ้างตามโอกาส เช่น กะหล่ำปลีหั่นฝอย ผักโขมต้ม หรือจะให้เป็นอาหารสำเร็จรูปสูตรสำหรับปลากินพืชก็ได้
เพื่อนร่วมตู้ หรือ Tankmate จริงแล้วๆ ลูโซโซ่เป็นปลาที่ค่อนข้างเรียบร้อยกับปลาชนิดอื่นๆ มักจะทะเลาะในระหว่างพวกเดียวกันเองเสียมากกว่า จึงไม่ควรเลี้ยงปลากลุ่มนี้เป็นคู่เพราะมักจะเกิดปัญหาตบตีกัน การเลี้ยงรวมเป็นฝูงหลายๆตัวจะช่วยลดปัญหาการต่อสู้ระหว่างกันได้ดี หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินมาว่า “ลูโซโซ่เป็นปลาที่ดุ” จะไปเหมารวมแบบนั้นก็ไม่ได้เสียทีเดียว ซึ่งสภาพการปรับตัวให้เข้ากับปลาชนิดอื่นๆนั้นมีเรื่องนิสัยของปลาแต่ละตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพราะจากประสบการณ์ ปลาชนิดนี้จะมีทั้งประเภทที่ก้าวร้าว ชอบไปไล่กวด หรือตอดหางปลาอื่น บางตัวก็เป็นปลาที่ขี้แย ขี่ตื่นตกใจ สามารถรวมกับปลาขนาดเล็กๆได้ก็มี แต่ชนิดของเพื่อนร่วมตู้ที่แนะนำคือปลาขนาดกลาง เช่น กลุ่มปลาบาร์บขนาดกลางของทวีปเอเชีย เช่น ฉลามหางไหม้ ตะเพียนชนิดต่างๆ และคาราซินขนาดกลางอื่นๆ เช่น ซิลเวอร์ดอลล่าร์ รวมถึงกลุ่มปลาพื้นตู้พวกปลาแพะ ปลาหมู ปลาแมว ปลาซักเกอร์ชนิดต่างๆ เป็นต้น ในปัจจุบัน นิยมเลี้ยงปลากลุ่มนี้เป็นเพื่อนร่วมตู้ของปลาอะโรวาน่ากันอย่างกว้างขวาง
การเพาะพันธุ์ ถึงแม้ว่าจะสามารถเลี้ยงลูโซโซ่จนมีขนาดได้ใหญ่โตมากในที่เลี้ยง จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีรายงานการเพาะพันธุ์ในที่เลี้ยงได้สำเร็จ ปลาที่พบเห็นในตลาดปลาสวยงามเป็นปลาที่รวบรวมจากธรรมชาติทั้งหมด

ที่มา : http://www.proaquaclub.com/proscoop-Lusosso-%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%88-19.html

ปลาฟิงเกอร์


ปลาฟิงเกอร์ หรือ ปลาเฉี่ยวแอฟริกา (อังกฤษ: African moony, Mono sebae) เป็นปลาชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาเฉี่ยว (Monodactylidae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Monodactylus sebae
มีรูปร่างคล้ายกับปลาเฉี่ยวหินหรือปลาผีเสื้อเงิน (M. argenteus) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันคือ ปลาฟิงเกอร์จะไม่มีความแวววาวของเกล็ดเท่า และไม่มีเหลือบสีเหลืองสดที่ครีบหลังและครีบท้องเหมือนปลาเฉี่ยวหิน และมีลายแถบสีดำอีกแถบบริเวณก่อนถึงโคนครีบหาง และมีลักษณะเด่นคือ ครีบท้องในปลาที่โตเต็มที่แล้วจะยาวย้วยห้อยลงมาใต้ท้องดูเหมือนนิ้วมือของมนุษย์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรียก "ฟิงเกอร์"[1]
มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งนับว่าใหญ่กว่าปลาเฉี่ยวหิน แพร่กระจายพันธุ์อยู่บริเวณปากแม่น้ำและป่าโกงกางของชายฝั่งทวีปแอฟริกาแถบตะวันออก ตั้งแต่หมู่เกาะคะเนรีจนถึงอังโกลา
นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม นิสัยก้าวร้าวและว่ายน้ำได้เร็วมาก จึงไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงรวมกับปลาที่ว่ายน้ำช้ากว่า

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

ปลาฉลามหางไหม้


ชื่ออื่นๆ หางไหม้, หางเหยี่ยว, หนามหลังหางดำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Balantiocheilus melanopterus , Balantiocheilus ambusticauda
ชื่ออังกฤษ SILVER SHARK , BALA SHARK , TRICOLOR SHARK
ถิ่นอาศัย เคยพบในเขตภาคกลาง ในแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ปัจจุบันเข้าใจว่าสูญพันธุ์ไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว นอกจากนี้ยังพบในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซียและเขมร
ขนาด ราว 25 ซ.ม. แต่เคยพบใหญ่ที่สุดยาว 35 ซ.ม.
ลักษณะ ลำตัวเพรียวยาวแบนข้าง พื้นลำตัวสีเงิน ครีบสีเหลืองนวล ขอบปลายครีบทุกครีบยกเว้นครีบอก มีแถบสีดำขนาดใหญ่คาดลักษณะคล้ายรอยไหม้ ปากขนาดเล็กยืดหดได้ เกล็ดแวววาวระยิบระยับ ปลายหางเป็นแฉกเว้าลึกตรงกลาง
อุปนิสัย รักสงบ ขี้ตื่นตกใจง่าย ปกติอยู่รวมกันเป็นฝูง ว่ายน้ำได้รวดเร็วมาก ว่ายน้ำเกือบตลอดเวลา
การสังเกตเพศ ตัวผู้จะเพรียวบางกว่าตัวเมียเล็กน้อย
การแพร่พันธุ์ แพร่พันธุ์โดยการวางไข่จมอยู่ตามพื้น ปล่หนัก 155 กรัมสามารถวางไข่ได้ 6,000-7,000 ฟอง ไข่ฟักเป็นตัวในเวลา 12 ชั่วโมง ปัจจุบันปลาที่นำมาขายเกิดจากการผสมเทียม
การเลี้ยง ควรเลี้ยงรวมกันเป็นฝูงเพื่อปลาจะได้ไม่ตื่นตกใจง่าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาอื่นที่มีขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กกว่ากันมากนัก ในปลาเล็กที่ยังไม่แข็งแรงไม่ควรเลี้ยงรวมกับปลาที่มีนิสัยดุร้าย ตู้ที่ใช้เลี้ยงควรมีขนาดใหญ่พอที่ปลาจะว่ายหลบหลีกปลาอื่นได้ ตู้ควรมีฝาปิดมิดชิดเพื่อกันปลากระโดด จัดเป็นปลาอดทน โตเร็วและเลี้ยงง่ายมาก
อาหาร กินได้ทั้งอาหารสดและสำเร็จรูป

ที่มา : http://www.pantown.com/board.php?id=46828&area=3&name=board4&topic=29&action=view

ปลาคาร์ดินัล


ชื่อไทย : คาร์ดินัล


ชื่อสามัญ : Cardinal tetra


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Paracheirodon axelrodi (Schultz, 1956)


ชื่อวงศ์ : Characidae


ถิ่นกำเนิด : ประเทศบราซิลถึงโคลัมเบีย และเวเนซูเอล่า


ลักษณะทั่วไป : ลำตัวเพรียวยาวแบนข้าง มีแถบสีแดงใต้ท้องพาดยาวจากหลังแผ่นปิดเหงือกจนจรดโคนหาง ธรรมชาติอาศัยอยู่ในน้ำที่ค่อนข้างเป็นกรดคือ pH 4.6-6.2


การเลี้ยงในตู้ปลา : อุปนิสัยชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง รักสงบ เลี้ยงเป็นฝูงเล็กๆ ในตู้พรรณไม้น้ำ เลี้ยงรวมกับปลาอื่นได้

ที่มา : http://www.aquatoyou.com/index.php/2010-02-13-00-01-16/2011-12-11-10-30-38/661-2010-05-07-12-07-26

ปลาเสือดาว


ปลาเสือดาว

ชื่อสกุล Toxotes jaculator
ชื่อไทย เสือ หรือ เสือดาว
ถิ่นที่อยู่อาศัย ในประเทศไทยพบในแม่น้ำ ลำคลองที่ติดต่อกับทะเล โดยเฉพาะบริเวณน้ำกร่อยพบมากเป็นพิเศษ ในต่างประเทศพบที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รูปร่างลักษณะ เสื่อพ่นน้ำลำตัวแบนข้างลำตัวรูปทรงขนมเปียกปูนป้อมสั้น แนวสันหลังจาก จงอยปากถึงหน้าครีบหลังเกือบเป็นเส้นตรง ปากเฉียงขึ้นข้างบน ดวงตากลมโตเป็นพิเศษกลับกลอกไปมาได้ บริเวณครึ่งบนของลำตัวมีจุดประสีดำประมาณ 5 – 6 จุดขอบครีบหลังและครีบก้น สีดำ ปลาเสือพ่นน้ำเป็น

ปลาผิวน้ำขนาดเล็ก โตเต็มที่ยาวประมาณ 25 ซม.
อุปนิสัย ปลาเสือพ่นน้ำเป็นปลาที่นักเลี้ยงปลาให้ความสนใจ โดยเฉพาะเด็ก ๆ เพราะมันเป็น “ปืนฉีดน้ำที่มีชีวิต” ปลาเสือชนิดนี้สามารถฉีดพ่นน้ำไปได้ไกล เพื่อให้ถูกตัวแมลงที่เกาะอยู่ตาม ใบหญ้าหรือบินอยู่ แมลงถูกน้ำก็จะหล่นลงมาให้มันกินเป็นอาหาร การพ่นน้ำได้เพราะมี ท่อเล็ก ๆ ใต้เพดานปากและเมื่อหุบแผ่นปิดเหงือกอย่างรวดเร็วจะมีแรงกดดันน้ำให้พุ่งออกไปประกอบกับดวงตาที่กลมโปนเป็นพิเศษ จึงเพิ่มความแม่นยำยิ่งขึ้น ในตู้กระจกก็สามารถฝึกให้พ่นน้ำได้ โดยแขวนเหยื่อล่อให้เคลื่อนไหวและปล่อยให้มันหิวจัด ๆ ในแม่น้ำทั่ว ๆ ไป เช่นแม่น้ำเจ้าพระยาจะพบปลาชนิดนี้ว่ายอยู่ข้างเสาศาลาท่าน้ำหรือแพริมน้ำ อาจรวมกลุ่มกัน

ประมาณ 4 – 6 ตัว ปลาธรรมชาติที่จับขึ้นมาเลี้ยงในระยะแรกค่อนข้างตื่น และไม่ยอมกินอาหารจนอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด ปลาเสือพ่นน้ำจะวางไข่ปากแม่น้ำ เมื่อลูก ๆ เติบโตขึ้นจึงว่ายน้ำย้อนขึ้นไปในน้ำกร่อยหรือน้ำจืดต่อไป
การเลี้ยงดู ปลาเสือพ่นน้ำนับว่ามีความงดงามมากทีเดียวนักเลี้ยงปลาทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจกันมาก อาหารที่ใช้เลี้ยงได้แก่ ลูกน้ำ ไรแดง ตัวแมลงต่าง ๆ ไส้เดือน และอาหารเม็ดสำเร็จรูป ปลาเสือพ่นน้ำค่อนข้างขี้ตื่นบางทีก็ทำร้ายปลาในตู้เดียวกัน และกินปลาเล็ก ๆ เป็นอาหาร ถ้าจะปล่อยลงเลี้ยงในตู้กระจก อย่าปล่อยลงไปหลาย ๆ ตัว และควรมีพืชน้ำ ก้อนหิน กิ่งไม้น้ำ สำหรับเป็นที่หลบพักผ่อนได้บ้าง ปลาเสือพ่นน้ำเมื่อคุ้นเคยดีแล้ว จะขึ้น สีสวยงามไม่น้อยเลย

ที่มา : http://www.adirek.com/fish/page3.html

ปลาเรนโบว์


ปัจจุบันการเลือกซื้อปลาสวยงามมาเลี้ยงไว้สักชนิดนั้นทำได้ไม่ยากค่ะ เพราะสมัยนี้มีปลาสวยงามให้เลือกซื้ออย่างมากมาย ปลาเรนโบว์ (Rainbowfishes) ก็เป็นอีกหนึ่งชนิดของปลาสวยงามที่มีผู้สนใจหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะปลาเรนโบว์เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ชนิดของเรนโบว์ที่เลี้ยงกันโดยทั่วไปนั้นสามารถเพาะพันธุ์ได้แล้วในประเทศไทยค่ะ
ปลาเรนโบว์นั้นจะถูกจัดให้อยู่ในอันดับ (Order) Atheriniformes ซึ่งมีอยู่หลายวงศ์ (Family) เช่น Psedomolidae เป็นเรนโบว์ที่มีขนาดเล็ก มีขอบตาสีฟ้าที่รู้จักกันดีในบ้านเรา เช่น ปลาฟ็อกเทล (Pseudomogil furcatus) วงศ์ Telmarteridae หนึ่งในสมาชิกของวงศ์นี้คือ เซเลเบสเรนโบว์ และวงศ์ Melanotaenidae ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกมากที่สุด และได้รับความนิยมในการเลี้ยงมากที่สุด ปลาเรนโบว์ในวงศ์นี้จัดเป็นกลุ่มปลาเรนโบว์ที่แท้จริง (True Rainbowfishes) ลักษณะสำคัญของวงศ์นี้คือ มีลำตัวลึก มีลักษณะแบนข้าง มีลวดลายและสีสันบนลำตัว มีแถบสีดำอยู่กึ่งกลางลำตัว มีครีบหลังสองตอน ครีบหลังตอนที่หนึ่งมีขนาดเล็กกว่าครีบหลังตอนที่สอง ซึ่งในวงศ์นี้จะมีสมาชิกทั้งหมด 7 สกุล แต่ที่ได้รับความนิยมอยู่มีเพียง 4 สกุล ได้แก่ สกุล Melanotaenia สกุล Glossolepis สกุล Chilatherina และสกุล Rhadinocentrus
การเลี้ยงปลาเรนโบว์ : สำหรับในประเทศไทยนั้นเรื่องคุณภาพน้ำไม่ใช่ปัญหาในการเลี้ยง เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำประปาส่วนใหญ่มีระดับพีเอช (pH) 6.5-8 ซึ่งเหมาะสมกับปลาเรนโบว์เกือบทุกชนิด ส่วนวิธีการเลี้ยงนั้นก็คล้ายกับการเลี้ยงปลาขนาดเล็กทั่วไป จะต่างกันก็ตรงที่การให้อาหารในการเลี้ยงพบว่า การเลี้ยงปลาเรนโบว์ควรจะให้อาหารเพียงวันละ 1 มื้อ อาจจะเป็นช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ จึงจะทำให้ปลาเรนโบว์มีสุขภาพ รูปทรงสวยงาม
อาหารปลาเรนโบว์ : สามารถให้ได้ทั้งอาหารสดและอาหารเม็ด ซึ่งอาหารเม็ดที่ให้ควรเป็นอาหารเม็ดที่มีส่วนผสมของพืชเป็นองค์ประกอบเช่น สาหร่ายสไปรูลิน่า แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจะทำการเพาะพันธุ์ก็ควรที่จะให้อาหารสดค่ะ
การเพาะพันธุ์ปลาเรนโบว์ : โดยส่วนมากปลาเรนโบว์จะสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ขึ้นไป แต่ถ้าใช้พ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไปก็จะทำให้ได้ลูกปลาที่มีคุณภาพดีกว่า ปลาเรนโบว์สามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี ปกติตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียที่มีอายุเท่า ๆ กัน และตัวผู้ก็จะมีสีสันเข้มกว่าตัวเมีย เรนโบว์เป็นปลาที่มีไข่ประเภทติดพันธุ์ไม้น้ำ ช่วงเวลาที่วางไข่คือ ช่วงเช้ามืด ซึ่งสิ่งที่เราสามารถสังเกตได้คือ ในช่วงเช้าสีปลาตัวผู้จะเข้มขึ้นและจะว่ายโชว์สีสันแข่งกับตัวผู้ตัวอื่น และเกี้ยวพาราสีตัวเมีย โดยตัวเมียที่สมบูรณ์จะวางไข่ได้ครั้งละประมาณ 100-200 ฟอง โดยจะทยอยวางไข่ใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์และไข่จะใช้เวลาฟักเป็นตัวอีกประมาณ 3-5 วัน สำหรับตู้ปลาที่ใช้นั้นควรใช้ตู้ที่มีขนาด 24 นิ้ว ใช้ปลา 4 คู่ ปล่อยอัตราส่วนพ่อพันธุ์ : แม่พันธุ์ 1:1 พบว่าจะสามารถให้ไข่ได้ดี และไข่ที่ได้ก็จะผสมติดได้ดีอีกด้วย
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าปลาเรนโบว์ที่นิยมเลี้ยงมีหลายชนิด แต่จะขอนำเสนอเรนโบว์ที่เป็นตัวเด่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถเพาะพันธุ์ได้แล้วในบ้านเรา เช่น
- เรนโบว์สองสี (Melanotaenia bosemani) เป็นเรนโบว์ที่เลี้ยงมานานแล้ว และมีความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีสีสันที่สะดุดตา ลำตัวมีสองสี โดยที่ครึ่งลำตัวหน้าเป็นสีน้ำเงิน ส่วนครึ่งตัวหลังจะเป็นสีเหลือง

- เรนโบว์นีออน (Melanotaenia praecox) เป็นเรนโบว์ที่มีขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาด 6 เซนติเมตร ลักษณะเด่นของเรนโบว์ชนิดนี้คือ บริเวณลำตัวจะเป็นสีฟ้าสะท้อนแสง ครีบทั้งหมดของตัวผู้จะเป็นสีแดง ส่วนของตัวเมียจะเป็นสีเหลือง

- เรนโบว์แดง (Glossolepis incisus) เป็นเรนโบว์ที่มีขนาดใหญ่มาก หากเราเลี้ยงไว้ในตู้ขนาดใหญ่ประมาณ 2 ปี จะโตเต็มที่ได้ถึง 15 เซนติเมตร เลยทีเดียวค่ะ ลักษณะเด่นของเรนโบว์แดงคือ ตัวผู้จะมีสีแดง (บางครั้งอาจเป็นสีเลือดหมูจนถึงสีน้ำตาล) ส่วนตัวเมียจะไม่มีสี แต่ที่น่าสนใจของเรนโบว์ชนิดนี้เห็นจะเป็นการเรียงตัวของเกล็ดที่ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งแตกต่างจากปลาสวยงามทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

- Chilatherina fasciata ที่พบในบ้านเราส่วนใหญ่จะมีลำตัวเป็นสีเหลือง ส่วนขอบหางจะเป็นสีเทาอ่อน ๆ

- Chilatherina bleheri เป็นเรนโบว์ที่สวยงามที่สุดในสกุลนี้ลักษณะที่โดดเด่นเห็นจะเป็นลำตัวที่มีสีทองอมเขียว มีหางสีแดงเข้ม เมื่ออยู่ในช่วงผสมพันธุ์จะเห็นแถบสีสว่างบนแนวสันหัว ตั้งแต่ริมฝีปากบนไปจนถึงก้านครีบแข็งอันแรกของครีบหลังตอนที่หนึ่ง

ากตัวอย่างปลาเรนโบว์ทั้งหมดที่นำมาฝากกัน เชื่อเหลือเกินว่าคนรักปลาทุก ๆ ท่านก็คงจะหลงใหลไปกับความสวยงามของปลาเรนโบว์ ซึ่งคงจะไม่ผิดนักหากจะยกให้เป็น นางฟ้าตัวน้อย ๆ ตัวใหม่ในตู้กระจกที่บ้าน ส่วนการเลือกซื้อปลาเรนโบว์มาเลี้ยงนั้นก็ไม่ยุ่งยากมากนัก เพียงแต่เราต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เราต้องการเลี้ยงเรนโบว์ชนิดใด จากนั้นก็ให้สังเกตดูลักษณะภายนอกของปลาที่เราสามารถเห็นได้ชัดเช่น ปลาต้องไม่ผอมจนเกินไป สีสันของปลาต้องไม่เข้มจนผิดปกติเพราะอาจมีการให้ปลากินสารเร่งสี ครีบปลาต้องมีครบไม่แหว่ง ปลาสมบูรณ์ไม่แสดงอาการเป็นโรคเช่น หางกร่อน หรือมีจุดขาวขึ้นตามลำตัว เป็นต้น และเมื่อเราได้ปลาที่มีลักษณะตรงตามความต้องการแล้วสิ่งสำคัญที่คนรักปลาควรตะหนักเสมอว่า การนำมามาเลี้ยงไว้ในตู้ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตามแต่ เราควรเอาใจใส่ในทุก ๆ เรื่องโดยเฉพาะเรื่องคุณภาพน้ำภายในตู้ เพื่อที่จะให้ปลาสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติและอยู่คู่บ้านเราไปนาน ๆ

ที่มา : http://www.nicaonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=818:-rainbowfishes-&catid=35:2012-02-20-02-56-57&Itemid=119

ปลากาแดง


ชื่ออังกฤษ Redfin Shark

ชื่อไทย ปลากาแดง ปลานวลจันทร์ ฉลามครีบแดง

ประวัติถิ่นที่อยู่อาศัย ถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พบในแม่น้ำภาคกลาง เช่น ที่ กาญจนบุรี นครสวรรค์ ภาคเหนือที่สุโขทัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบที่แม่น้ำโขง

รูปร่างลักษณะ คล้ายกับปลาทรงเครื่องมาก แต่ลำตัวค่อนข้างยาวเรียวกว่าปลาทรงเครื่องลำตัวมักเป็นสีดำ แต่กาแดงลำตัวสีน้ำตาลอมเทา ไม่ดำสนิทเหมือนปลาทรงเครื่อง ครีบทุกครีบของปลากาแดงเป็นสีแดงหรือสีส้ม ด้านข้างหัวทั้งสองข้างมีแถบสีดำพาดจากปลายปากมา ถึงตา ตรงโคนหางมีจุดสีดำหนึ่งจุด ปากขนาดเล็ก ริมฝีปากบนงองุ้มกว่าริมฝีปากล่าง มีหนวดสั้นๆ2คู่ ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 10-15 ซ.ม.

อุปนิสัย ปลากาแดงค่อนข้างเลี้ยงง่ายกว่าปลาทรงเครื่อง ลูกปลากาแดงตัวเล็กๆก็เลี้ยงง่ายกว่าลูกปลาทรง เครื่อง และมีปริมาณรอดตายมากกว่า อุปนิสัยโดยทั่วๆไปเช่นเดียวกับปลาทรงเครื่อง

การเลี้ยงดู ความเป็นอยู่และอาหารการกินของปลากาแดงทำนองเดียวกับปลาทรงเครื่องและสามารถเลี้ยงรวมกับปลาทรงเครื่องได้ดี

ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no20/plakadang.html

ปลานีออน


เทคนิคการเลี้ยงปลานีออน
ปลานีออนมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paracheirodon innesi ถูกค้นพบในอเมริกาใต้ บริเวณแม่น้ำในประเทศเปรู บราซิล และโคลัมเบีย ซึ่งปลานีออนเป็นปลาขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงามชนิดหนึ่ง เรามักจะเห็นปลานีออนถูกเลี้ยงรวมกับต้นไม้น้ำเสมอ…เรามาดูเทคนิคการเลี้ยงปลานีออนกันดีกว่า!!!
การเตรียมอุปกรณ์การเลี้ยง
1. ตู้ปลาขนาด 14 นิ้วขึ้นไป การเลี้ยงปลานีออนให้สวยนั้นจะต้องเลี้ยงรวมกับต้นไม้น้ำและมีโขดหินให้ปลาซ่อนตัวและวางไข่
2. แสงไฟ ถ้าหากเราจะเลี้ยงเพื่อความสวยงามแล้วเราจะเล่นแสงเพื่อให้แสงตัดสีกับตัวปลา แต่ถ้าหากว่าเราจะเพาะนั้น แสงไฟที่แนะนำจะเป็นหลอดไฟกลมเล็ก 15 วัตต์ เนื่องจากไข่ของปลานั้นจะมีผลต่อแสงไฟค่อนข้างมาก เพราะจะทำให้ไข่ปลาเสียและฝ่อในที่สุด
3. ระบบกรอง จะใช้ระบบกรองข้าง ซึ่งจะช่วยให้การเลี้ยงง่ายขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลี้ยงปลานีออนหรือปลาทุกชนิดก็คือระบบน้ำที่เป็นสภาพแวดล้อม ซึ้งจะเลี้ยงปลานีออนในช่วง pH 5.0-6.0 และอุณหภูมิที่ต้องการคือ 24 องศาเซลเซียส และควรเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกๆ 1 สัปดาห์
4. Heater มีความจำเป็นต่อปลามากในฤดูหนาว ซึ่งอุณหภูมิที่ปลานีออนต้องการคือ 23-30 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ Heater นี้ยังช่วยให้ปลาปลอดจากโรคจุดขาว เนื่องจากในฤดูหนาวปลาจะไม่ค่อยเคลื่อนไหว จะทำให้ปลาอ่อนแอ และเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงนี้ ดังนั้นการใช้ Heater ก็จะช่วยให้ดีขึ้น
5. ยาปรับสภาพน้ำ จะปรับสภาพน้ำให้เหมือนน้ำที่มาจากแหล่งที่เลี้ยง อาจใช้น้ำหมักจากใบหูกวางก็ได้
6. อาหาร ใช้อาหารสดพวกอาทีเมีย หรือ ไรแดง

ที่มา : http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?board=15;action=display;threadid=1694

ปลาสายรุ้ง


สายรุ้ง ( ชื่อสามัญ )

BLUE-BANDED WHIPTAIL ( ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ )

Pentapodus setosus ( ชื่อวิทยาศาสตร์ )

ลักษณะทั่วไป: ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย หัวค่อนข้างแหลมปาก กว้างพอสมควร มีเกล็ดประปรายอยู่ตรงบริเวณปลายสุดของหัว มีฟันเล็กแหลมและมีฟันเขี้ยวซึ่งแสดงถึงนิสัยในการกินอาหาร พื้นลำตัวมีสีเทาอมเหลือง ส่วนด้านท้องมีแถบสีขาวเงิน พาดจากปลายจะงอยปากผ่านไปตามกลางลำตัวจนถึงโคนหาง และมีแถบสีขาวพาดไปบนครีบ จุดเด่นที่พบได้อย่างชัดเจนของปลาชนิดนี้คือ ครีบหางเว้าลึกปลายแพนหางด้านบนจะเป็นเส้นสีดำ มีจุดดำที่โคนครีบหาง
ถิ่นอาศัย: อยู่ตามหน้าดิน บริเวณที่พบได้แก่จังหวัดสมุทรปรา การ สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร
อาหาร: กินพืชไม้น้ำ สัตว์น้ำขนาดเล็กและซากพืชซากสัตว์
ขนาด: ความยาวประมาณ 14-22 ซ.ม.
ประโยชน์: ใช้เป็นอาหาร

ที่มา : http://www.adirek.com/fish/page22.html

ปลาเพนกวิน


ชื่อสามัญ Boehlke’s penguin

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thayeria boehlkei Weitzman, 1957

ลักษณะทั่วไปของปลาเพนกวิน

ปลาเพนกวินเป็นปลาสวยงามขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มวัยจะมีขนาดราว 6-8 เซนติเมตร มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบลุ่มน้ำอะเมซอน ประเทศบราซิลในทวีปอเมริกาใต้ ปลาชนิดนี้มีแถบสีดำหรือสีน้ำตาลไหม้ขึ้นเป็นทางเริ่มจากส่วนหลังของเหงือก และพาดผ่านลำตัวเป็นแนวยาวจรดถึงปลายหางด้านล่าง ซึ่งแถบสีดำแลเด่นสะดุดตามาก เนื่องจากส่วนหลังมีสีคล้ายสีทองเหลือง เกล็ดเป็นมันแวววาวระยิบระยับ เกล็ดมีขนาดเล็ก ปลาชนิดนี้ชอบว่ายอยู่รวมกันเป็นฝูง และทรงตัวอยู่ในระดับกลางน้ำจนถึงผิวน้ำ เป็นปลาที่มีความแคล่วคล่องว่องไวมาก นอกจากนี้ยังเป็นปลาที่มีความทรหดอดทนอีกด้วย ลักษณะเด่นเฉพาะของตัวปลาชนิดนี้มีอีกอย่างคือ มันชอบว่ายเชิดหัวขึ้นสูง ทำให้แลดูคล้ายคนที่มีความหยิ่งยโส โดยเฉพาะแถบสีดำที่บริเวณครีบหางซึ่งมีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม ยิ่งทำให้แลดูปลาเชิดหัวมากยิ่งขึ้น จัดได้ว่าปลาชนิดนี้เป็นปลาผู้ดีอีกชนิดหนึ่ง สำหรับสภาพน้ำที่เหมาะสมที่ใช้เลี้ยงปลาชนิดนี้ควรเป็นน้ำที่ใสสะอาดมีความเป็นกรดเล็กน้อย ภายในที่เลี้ยงควรจัดเหมือนอยู่ในธรรมชาติ การเลี้ยงไม่ควรเลี้ยงรวมกันต่ำกว่า 6 ตัว เนื่องจากปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และชอบกระโดด ดังนั้นจึงควรมีฝาตู้ปิดให้มิดชิดป้องกันไม่ให้ปลากระโดดออกมา สำหรับแสงสว่างไม่ควรให้สว่างมากจนเกินไป เพราะปลาชนิดนี้ชอบอยู่ในที่ค่อนข้างมืด

การเพาะพันธุ์ปลาเพนกวิน

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์

ปลาเพนกวินเป็นปลาที่สามารถนำมาเพาะพันธุ์ได้ แต่การสังเกตเพศปลาค่อนข้างสังเกตได้ยาก เนื่องจากปลาเพศผู้ และเพศเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก นอกจากเมื่อถึงฤดูวางไข่จึงสามารถสังเกตเพศได้ชัด คือ ปลาตัวเมียมีรูปร่างอ้วน และป้อมกว่า ลำตัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าปลาเพศผู้

การเพาะพันธุ์

ปลาเพนกวินจัดว่าเป็นปลาที่ค่อนข้างเพาะพันธุ์ได้ง่าย และให้ลูกดก ปลาชนิดนี้แพร่พันธุ์โดยการวางไข่ วิธีการเพาะพันธุ์ที่ค่อนข้างได้ผลคือ ปล่อยปลาตัวเมีย 4 - 5 ตัว อยู่รวมกับปลาตัวผู้ 1 ตัว สาเหตุที่ต้องปล่อยปลาตัวผู้เพียงตัวเดียวเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาต่อสู้ และทำร้ายกัน ส่วนสาเหตุที่ปล่อยปลาตัวเมีย 4-5 ตัว เพื่อให้ตัวผู้เลือกจับคู่กับปลาตัวเมียที่พร้อมวางไข่ สำหรับในที่เพาะพันธุ์ควรมีความจุของน้ำไม่ต่ำกว่า 80 ลิตร และควรมีต้นสาหร่ายปลูกไว้ น้ำควรมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ( pH 6.2-6.4 ) แสงสว่างไม่ควรให้มากเกินไป เพราะทำให้ปลาตกใจได้ง่าย เมื่อตัวเมียไข่แก่ก็วางไข่ออกมา ตัวผู้ว่ายน้ำไปผสมน้ำเชื้อ วิธีการสังเกตว่าปลาใกล้วางไข่อาจสังเกตได้โดยปลาตัวผู้ว่ายไล่รัดตัวเมียอยู่ตลอดเวลาโดยปกติปลาเพนกวิน วางไข่ตอนใกล้รุ่ง ไข่ของปลาชนิดนี้ออกสีน้ำตาลอมเหลือง ไข่ใช้เวลาในการฟักเป็นตัวไม่เกิน 2 - 3 วัน และเมื่อลูกปลาอายุได้ 4 - 5 วัน ลูกปลาเริ่มว่ายน้ำได้เอง ลูกปลาเมื่อมีอายุได้ 1 เดือน เริ่มมีแถบสีดำปรากฏให้เห็นแล้ว ลูกปลาเพนกวินจัดว่าเลี้ยงง่าย และโตเร็วมากหากเลี้ยงอย่างถูกวิธี เท่าที่ผ่านมาพ่อแม่ปลาคู่หนึ่งให้ลูกปลาได้ถึง 2,000 ตัว ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน ราคาในตลาดอยู่ในช่วงประมาณคู่ละ 20 - 30 บาท

ที่มา : http://www.fisheries.go.th/sf-saraburi/index.php?option=com_content&view=article&id=100&Itemid=184

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ปลาเสือพ่นน้ำ


ปลาเสือพ่นน้ำ เป็นปลาเก่าแก่คู่สายน้ำเมืองไทยมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ในวรรณคดีหลายเรื่องตลอดจนจดหมายเหตุต่างๆ ในอดีตก็มีกล่าวถึงปลาชนิดนี้ไว้ในแง่ของการชื่นชมความสวยงามกับอุปนิสัยที่น่ารักของมัน ปลาเสือพ่นน้ำมีรูปร่างแบนข้าง ส่วนหัวเล็ก มีจะงอยปากยื่นแหลม ครีบทุกครีบสั้น โดยเฉพาะครีบหาง ส่วนครีบกระโดงแบ่งออกเป็นสองส่วนเชื่อมติดกัน คือส่วนที่เป็นก้านครีบแข็ง ซึ่งจะตั้งเป็นหนามแหลมกับส่วนที่เป็นก้านครีบอ่อน ปลาเสือพ่นน้ำเป็นปลาหากินผิวน้ำ ลักษณะลำตัวจากปลายปากกับแนวสันหลังจึงเกือบเป็นเส้นตรง ปากกว้างเฉียงลงและดวงตากลมโต สายตานั้นดีมาก สามารถมองเห็นแมลงที่เกาะซ่อนตัวอยู่ตามริมตลิ่งหรือกิ่งไม้ได้อย่างง่ายดาย

ปลาเสือพ่นน้ำมีหลายชนิดพันธุ์ บางชนิดอาศัยในแหล่งน้ำจืดสนิท บางชนิดอยู่บริเวณปากแม่น้ำซึ่งเป็นน้ำกร่อย และบางชนิดก็อาศัยอยู่ในทะเลเป็นปลาน้ำเค็มไปโดยสมบูรณ์แบบ ชนิดหลังนี้จึงมีความใหญ่โตมากกว่าชนิดอื่น เคยมีผู้พบเห็นปลาเสือพ่นน้ำที่มีความยาวเกือบ 40 เซนติเมตร ตามชายฝั่งทะเลหลายครั้ง แต่ขนาดโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ไม่เกิน 20-30 เซนติเมตร ส่วนปลาเสือพ่นน้ำน้ำจืดจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก โตเต็มที่ไม่เกิน 15 เซนติเมตร

ชื่อสกุลของปลาเสือพ่นน้ำ คือ Toxotes เป็นภาษากรีก แปลว่า "นักยิงธนู" นักเลี้ยงปลาทั่วโลกก็รู้จักมันในชื่อทางการค้าว่า "Archer fish" หรือปลานักยิงธนูนั่นเอง

แหล่งกระจายพันธุ์ของปลาในสกุล Toxotes หรือปลาเสือพ่นน้ำจะอยู่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย มีการสำรวจค้นพบได้ถึง 7 ชนิดพันธุ์ เฉพาะในเมืองไทยก็มีถึง 3 ชนิดพันธุ์ (species) ดังนี้ครับ

1. ปลาเสือพ่นน้ำธรรมดา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Toxotes chatareus
ชื่อทางการค้า Seven-spot Archerfish, Largescale Archerfish

เป็นตัวที่พบเห็นได้ทั่วไป ส่วนมากอาศัยอยู่ตามบริเวณปากแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ที่มีทางเชื่อมต่อกับปากแม่น้ำติดทะเล พบได้มากทั้งทางภาคกลางและภาคใต้

2. ปลาเสือพ่นน้ำนครสวรรค์ หรือปลาเสือพ่นน้ำเกล็ดถี่

ชื่อวิทยาศาสตร์ Toxotes microlepis
ชื่อทางการค้า Smallscale Archerfish

บางคนก็เรียกว่าปลาเสือพ่นน้ำน้ำจืด เพราะพบได้มากในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดสนิท มีขนาดค่อนข้างเล็กกว่าเพื่อน แต่มีสีสันเหลืองเข้มสวยงาม สามารถนำมาเลี้ยงในตู้ปลาได้ดีกว่าปลาเสือพ่นน้ำชนิดอื่น

3. ปลาเสือพ่นน้ำน้ำกร่อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Toxotes jaculatrix
ชื่อทางการค้า Banded Archerfish

สามารถพบได้ทั้งปากแม่น้ำและบริเวณชายฝั่งทั่วไป มีขนาดใหญ่กว่าปลาเสือพ่นน้ำชนิดอื่นๆ การนำมาเลี้ยงต้องปรับสภาพน้ำเสียก่อน ซึ่งบางตัวก็ใช้เวลานานมาก

การเลี้ยงปลาเสือพ่นน้ำในตู้

ต้องใช้ตู้ที่มีขนาดอย่างน้อย 36 นิ้ว เพราะถึงแม้ปลาเสือพ่นน้ำจะเป็นปลาไม่ดุร้าย แต่ก็เครียดง่ายหากเลี้ยงในที่แคบเกินก็จะแสดงความก้าวร้าวออกมา ไม่ควรเลี้ยงรวมกับปลาขนาดเล็ก เพราะมันอาจจับกินได้เวลาหิวจัดๆ และที่สำคัญ จำเป็นต้องรู้ให้แน่เสียก่อนว่าปลาเสือพ่นน้ำที่เอามาเลี้ยงนั้นเป็นชนิดไหน และได้ปรับสภาพให้อยู่น้ำจืดสนิทได้ดีแล้วหรือยัง ปลาในตลาดค้าส่งมักไม่ปรับสภาพน้ำมาให้ ผู้เลี้ยงที่ไม่มีประสบการณ์จึงมักพบว่าเลี้ยงปลาชนิดนี้ได้ไม่กี่วันก็ตายเสมอๆ แต่ถ้าเป็นปลาเสือพ่นน้ำเกล็ดถี่หรือปลาเสือพ่นน้ำนครสวรรค์จะเลี้ยงได้ง่ายกว่า ราคาก็ไม่แตกต่างกันมากนัก อาจแพงกว่านิดๆ หน่อยๆ

ในตู้สามารถตกแต่งด้วยขอนไม้และพืชน้ำได้ เนื่องจากปลาเสือพ่นน้ำไม่กัดทำลายต้นไม้ แต่ไม่ควรตกแต่งให้รกมากเกินไป เพราะปลาจะเครียดหากมีที่ว่ายไม่เพียงพอ ปลาเสือพ่นน้ำจะว่ายน้ำตลอดเวลา และมักว่ายหากินบริเวณผิวน้ำ ปลาที่เลี้ยงจนเชื่องอาจกระโดดขึ้นมาจับกินแมลงที่บินเหนือผิวน้ำ ฉะนั้น ควรหาฝามาปิดให้มิดชิด

อาหารที่เหมาะสมสำหรับปลาเสือพ่นน้ำคือ อาหารสด เช่น ไส้เดือนน้ำ หนอนแดง ไรทะเล ลูกกุ้ง และสามารถให้อาหารสำเร็จรูปที่มีโปรตีนสูงสลับได้ ปลาที่นำมาเลี้ยงในระยะแรกอาจไม่ยอมกินอาหารเม็ด จะต้องค่อยๆ ฝึกโดยวิธีปล่อยให้อดสักสองสามวัน จากนั้นปลาก็จะยอมกินไปเองในที่สุด

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อยสำหรับคนเพิ่งเคยเลี้ยงปลาเสือพ่นน้ำ นั่นคือ อาการตัวเปื่อย เนื่องจากผิดน้ำ สาเหตุเกิดจากปลายังปรับสภาพน้ำมาไม่ดีพอ เมื่อนำมาเลี้ยงในน้ำที่จืดสนิทจึงเกิดอาการดังกล่าว วิธีรักษาคือให้แยกปลาออกมาเลี้ยงในน้ำสะอาด เติมเกลือแกงลงไปเล็กน้อยและใส่ยาปฏิชีวนะ (ยาเหลืองที่มีขายตามร้านขายปลาก็ได้ครับ) ให้อากาศเยอะๆ และอย่าเพิ่งให้อาหาร ใช้เวลาหลายวันหน่อยกว่าปลาจะเริ่มปรับตัวได้ ดีที่สุดควรซื้อจากร้านที่เขาปรับน้ำมาให้แล้ว หรือเลี้ยงปลาเสือพ่นน้ำสายพันธุ์น้ำจืด ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยมีครับ

ที่มา : http://pet.kapook.com/view2547.html

ปลานกแก้ว


ปลานกแก้ว (Parrotfishes) อยู่ในครอบครัว Scaridae โตเต็มที่มีขาดประมาณ 30-70 ซ.ม. อาศัยอยู่ตามแนวปะการังพบได้ในทะเลอ่าวไทยและฝั่งอันดามันที่พบในประเทศมีมากกว่า20สายพันธุ์ กินฟองน้ำปะการังหรือสาหร่ายเป็นอาหาร บ่อยครั้งจะพบรวมฝูงขณะหาอาหาร เวลาว่ายนำจะดูสง่างามเหมือนนกกำลังบินในอากาศ

ปลานกแก้วเป็นปลาที่มีสีสันสวยงาม โดยปลาตัวผู้จะมีสีสันสวยงามปลาตัวเมีย ลำตัวรียาว ส่วนใหญ่มีครีบหางแบบเว้าโดยขอบบนและขอบล่างของครีบหางมักยื่นยาวออก มีฟันคล้ายๆจะงอยปากนกแก้วเพื่อนำมาใช้ขูดกินปะการัง เวลาถ่ายจะถ่ายออกมาเป็นผงตะกอนซึ่งมีประโยชน์ต่อแนวปะการัง สามารถเปลี่ยนเพศได้ เวลานอนปลานกแก้วจะนอนตามซอกหินแล้วปล่อยเมือกออกมาห่อหุ้มร่างกายเพื่อป้องกันอันตรายจากพวกสัตว์ทะเลต่างๆรวมทั้งพวกหนอนพยาธิปรสิตที่จะมาทำร้ายหรือมารบกวน

ข้อมูลเฉพาะตัว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cichlasoma
วงศ์ : Cichlidae
ถิ่นกำเนิด : เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์
อุณหภูมิ : 22 - 28
pH : 6.5 - 7.0
การขยายพันธุ์ : ผสมข้ามสายพันธุ์ สืบพันธุ์โดยการวางไข่ ติดกับก้อนหิน
อาหาร : อาหารสำเร็จรูป อาหารสด พวก หนอนแดง ไรทะล รวมทั้ง ไส้เดือนน้ำ
ขนาด : โดยทั่วไปมีความยาวเฉลี่ย


ลักษณะนิสัย

ปลานกแก้วมีนิสัยชอบขุดคุ้ย เป็นปลาค่อนข้างขี้กลัว การเลี้ยงปลานกแก้วควรเลี้ยงรวมกันหลายๆ ตัว เพื่อที่ว่าปลาจะไม่ตื่นมากนัก แต่ถ้ารวมกับปลาชนิดอื่นๆ ปลานกแก้วจะสงบเสงี่ยม แต่ถ้านำมาเลี้ยงรวมกันกับพวกเดียวกันจะมีการไล่การบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาของปลาประเภทนี้


การจัดตู้สำหรับปลานกแก้ว

การจัดตู้ควรจะจัดให้โล่ง ไม่ให้รกจนเกินไปควรไส่หินให้ด้วย เพราะนกแก้วเป้นปลาชอบขุดคุ้ยหิน แล้วควรตกแต่งด้วยหินขนาดใหญ่ ขอนไม้หรือภาชนะดินเผา ประเภท ให และ หม้อ ขนาดควรจะประมาณ 30 นิ้ว เพื่อตอนโตจะไม่แน่น จนเกินไปปลานกแก้วขนาดโตเต็มที่แล้ว

วิธีการดูเพศนกแก้ว
วิธีการนี้สามารถดูได้ทั้งตัวผู้ตัวเมียคือ วิธีการดูท่อเพศ ตัวผู้จะมีท่อเพศยาวเรียว ปลายแหลม ซึ่งในปลาตัวผู้ที่เคยฉีดเชื้อมาแล้ว ปลายที่แหลมนั้นจะอาจจะแตกและมีสีดำเช่นกัน ส่วนตัวเมียจะมีท่อเพศใหญ่กว่า จะมีฐานคล้ายสามเหลี่ยมมุมป้าน มีท่อยื่นออกมา ในส่วนปลาตัวใหญ่หรือมีขนาดแล้วก็ดูไม่ยากเย็นนัก แต่ในปลาขนาดเล็กบางทีก็จนปัญญาเหมือนกัน
อีกวิธีคือ ดูครีบตะเกียบใต้ท้อง ตัวเมียจะมีลักษณะสั้นไม่แหลมเป็นเส้น ตัวผู้จะมีครีบตะเกียบที่แหลมเป็นเส้นกว่าตัวเมีย วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะปลานกแก้วเท่านั้นและไม่ทุกตัวที่เป็นเช่นนั้น แต่โดยมากจะเป็นเช่นนั้น ในส่วนคิงคองและซินแดงไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้
บางทีการเลี้ยงนกแก้วหรือคิงคองมานาน เลี้ยงปริมาณเยอะ ๆ มีเวลานั่งชมพฤติกรรมการเป็นอยู่ของมันก็พอจะบอกได้ว่าปลาตัวไหนที่เราเลี้ยงเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย เมื่อถึงจุด ๆหนึ่งเมื่อเราไปเห็นปลาที่อื่น บางทีการมองดูปลาว่ายสักพัก ก็พอจะคาดเดาได้ว่าตัวไหนคุณชายตัวไหนคุณหญิง ปลาบางตัวมีหน้า มีลูกตา มีทรวดทรงที่เป็นลักษณะเฉพาะว่าข้านี่แหละตัวผู้ หนูนี่แหละตัวเมีย บางทีก็ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ เพราะใช้ความรู้สึกที่สั่งสมมาตัดสินใจ และแน่นอนไม่มีทางถูกร้อย % นอกจากปลาตัวนั้นไข่แล้วเท่านั้น

ที่มา : http://th.discuscommunity.com/index.php?topic=243.0

ปลาลักเล่


ปลาทองพันธุ์นี้สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ชนิด ใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

1.ปลาทองตาโปนสีแดง หรือเป็นปลาทองตาโปนที่มีสีแดงตลอดทั้งลำตัว ชาวญี่ปุ่นเรียกพันธุ์นี้ว่า Aka Demekin

2.ปลาทองพันธุ์เล่ห์ หรือที่คนไทยมักนิยมเรียกกันจนติดปากกันว่า “ปลาลักเล่ห์” เป็นปลาทองตาโปนที่มีสีดำตลอดทั้งลำตัว นอกจากนี้ยังแบ่งออกเป็นสายพันธุ์ย่อยต่าง ๆ ออกไป เช่น
- พันธุ์หางตุ๊กตา ปลายหางของปลาจะเรียบเสมอกันจนดูคล้ายกระโปรง
- พันธุ์หางยาวธรรมดา ซึ่งเป็นปลาที่มีราคาแพงกว่าชนิดหางตุ๊กตา
- พันธุ์เล่ห์นาก หรือ ลักเล่ห์นาก
- พันธุ์แพนด้า ที่มีสี Marking คล้ายหมีแพนด้า โดยเฉพาะตรงส่วนหน้า (พันธุ์ใหม่สุด)

3.ปลาทองตาโปน 3 สี คนไทยมักนิยมเรียกกันว่า “ลักเล่ห์ 5 สี” นั่นเอง

ลักษณะเด่นของปลาทองพันธุ์นี้ก็คือ ตาของปลาจะยื่นโปนออกไปข้างหน้าจนดูคล้ายกับกล้องส่องทางไกล จึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Telescope Eyes” ลักษณะของตาปลาทองชนิดนี้ที่ดีควรจะต้องโต และตาสองข้างต้องมีขนาดเท่า ๆ กัน แก้วตาควรจะกลมไม่แบน

ปลาชนิดนี้เมื่ออายุยังน้อยลูกตาจะไม่โปนออกมา โดยทั่วไปเมื่อลูกปลามีอายุได้ 3-6 เดือน ลูกตาจึงจะค่อย ๆ ยื่นโปนออกมาชัด หากตาโปนขึ้นเพียงข้างเดียวจะทำให้ปลาด้วยราคาถูกลงทันที โดยมากปลาทองตาโปนหากผู้เลี้ยง ๆ ไม่ดี ปลามักจะตาบอด เนื่องจากตาของปลามักชนถูกขอบตู้หรือขอบอ่างอยู่เสมอ ดังนั้นภาชนะที่ใช้เลี้ยงจึงควรเป็นบ่อหรืออ่างที่มีลักษณะกลมและปากบ่อหรืออ่างควรป้านออก เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาว่ายไปชนถูกขอบบ่อ

ขนาดของปลาทองพันธุ์นี้จะมีขนาดเล็ก โดยเฉลี่ยยาวไม่เกิน 6 นิ้ว จัดว่าเป็นปลาที่ค่อนข้างเปราะบางเลี้ยงยาก ดังนั้นจึงเป็นปลาที่ไม่เหมาะสำหรับนำเลี้ยงปลามือใหม่ที่จะนำไปเลี้ยง และเนื่องจากปลาทองชนิดนี้เป็นปลาที่มีสายตาใช้การได้ไม่ดีเท่าใดนัก จึงทำให้ปลามีประสาทในการดมกลิ่นดีกว่าพันธุ์อื่น ๆ สำหรับปัญหาที่มักเกิดกับปลาทองเล่ห์ คือ ปลาทองชนิดนี้เมื่อมีอายุขัยมากขึ้นสีมักจะกลาย ทำให้ขาดความสวยงาม

จากการศึกษาค้นคว้าพอทราบว่าเหตุที่ปลาทองพันธุ์นี้มีชื่อว่า “พันธุ์เล่ห์” เพราะเจ้าของร้านเล่ห์ประดิษฐ์ซึ่งเป็นผู้ผลิตแรกเก็ตไม้แบดมินตันเป็นผู้นำปลาทองชนิดนี้เข้ามาเลี้ยงและเผยแพร่ในเมืองไทย จึงเรียกปลาทองตาโปนที่สีดำนี้ว่า “พันธุ์เล่ห์” ตั้งแต่นั่นเป็นต้นมา ซึ่งภายหลังแผลงกันจนเป็น “ปลาลักเล่ห์”

สำหรับปลาทองตาโปน 3 สี นั้น เป็นปลาทองที่มีเกล็ดโปร่งใส โดยมีลวดลายและสีสันอยู่ภายในซึ่งเราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากดูอย่างผิวเผินแล้วอาจเข้าใจว่า ลวดลายและสีสันบนตัวปลาเป็นสีบนเกล็ดปลา แต่ที่แท้จริงแล้วสีที่เห็นเป็นสีที่ซ่อนอยู่ใต้เกล็ด สำหรับสีของปลาทองชนิดนี้ได้แก่ แดง ขาว ดำ ฟ้า น้ำตาลออกเหลือง แดงออกม่วง ปลาที่มีครบทั้ง 5 สี อยู่ในตัวเดียวจะเป็นปลาที่มีราคา ซึ่งปลาที่มีลักษณะเช่นนี้เป็นปลาที่หาได้ยาก

นอกจากนี้ปลาทองพันธุ์ตาโปน หรือ พันธุ์เล่ห์ ยังสามารถแยกประเภทออกไปตามลักษณะของหางออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ

1.ปลาทองชนิดหางแฉก ซึ่งในบ้านเรานิยมเรียกกันว่า “หางผีเสื้อ” จัดว่าเป็นปลาที่ได้รับความนิยมมากกว่าปลาทองประเภทที่จะกล่าวต่อไป

2.ปลาทองหางซิว มีลักษณะคล้ายหางปลาทองสามัญ แต่จะเรียวยาวมากกว่าคล้ายหางปลาซิว

ที่ทา : http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6-6/no06-08/fish/sec04p03_16.html

ปลาน้ำผึ้ง


ชื่อสามัญ Siamese algae eater

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gyrinocheilus aymonieri (Tirant, 1883)

ลักษณะทั่วไปของปลาน้ำผึ้ง

ปลาน้ำผึ้ง หรืออีดูด เป็นปลาประจำท้องถิ่นของไทย ในธรรมชาติเป็นปลาขนาดกลาง โตเต็มที่อาจยาวได้ถึง 20 เซนติเมตร มีรูปร่างยาวทรงกระบอก ปลาน้ำผึ้งเป็นปลาขนาดเล็กที่มีลักษณะลำตัวเรียวคล้ายทรงกระบอก ค่อนข้างเรียวไปทางโคนหาง ความยาวลำตัววัดจากจะงอยปากถึงโคนหางเป็น 4.5-5.4 เท่าของความกว้างลำตัว ส่วนหัวสั้น ด้านล่างของส่วนหัว และส่วนท้องแบนราบ ตาค่อนไปทางด้านบนของหัว ปากอยู่ด้านล่าง ลำตัวมีสีน้ำตาล บริเวณหลังมีแต้มสีดำ หรือน้ำเงิน ด้านข้างลำตัวของปลาวัยอ่อนมีแถบสีน้ำตาลเข้มพาดไปตามความยาวของลำตัว ครีบมีสีเหลือง หรือน้ำตาลพร้อมด้วยจุดสีดำเล็ก ๆ ครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบหลังมีก้านครีบ 13-14 อัน ครีบก้นมีก้านครีบ 8-9 อัน มีเกล็ดตามแนวเส้นข้างตัว 39-41 เกล็ด ปลาน้ำผึ้งพบมากทั้งแหล่งน้ำนิ่ง และน้ำไหล ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ริมฝีปากเปลี่ยนแปลงเป็นอวัยวะสำหรับการยึดเกาะ เหมือนปลาซัคเกอร์ ช่องเปิดเหงือกแต่ละข้างมีสองช่องสำหรับให้น้ำไหลผ่านใช้ในการหายใจ ผิดจากปากน้ำจืดชนิดอื่น ๆ ที่ดูดน้ำเข้าทางปาก และปล่อยออกทางเหงือก กินอาหารประเภท ตะไคร่น้ำ สาหร่ายบางชนิด เศษพืช และสัตว์เน่าเปื่อยเป็นอาหาร มีขนาดความยาว 20-26 เซนติเมตร

การแพร่กระจาย

ปลาน้ำผึ้งมีการแพร่กระจายตามแหล่งน้ำไหลทั่วไปทั้งในประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชามาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในประเทศลาว พบที่หลวงพระบาง และ อ่างเก็บน้ำเขื่อนน้ำงึม ในประเทศกัมพูชาพบบริเวณแม่น้ำโขงของกัมพูชา ในประเทศไทยพบแพร่กระจายอย่างกว้างขว้างทั่วไปในที่ราบลุ่มภาคกลาง โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา บึงบอระเพ็ด พบมากที่สุโขทัย โดยเฉพาะในแม่น้ำยม และลำคลองสาขา แถบจังหวัดอีสาน พบมากในแม่น้ำโขง และทางภาคใต้ พบที่สงขลา

การเพาะพันธุ์ปลาน้ำผึ้ง

การเพาะพันธุ์ปลาน้ำผึ้ง โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate ร่วมกับ ยาเสริมฤทธิ์ domperidone ฉีดปลาเพศเมีย ครั้งที่ 1 ในอัตราความเข้มข้น 10-15 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ ยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปลาเพศผู้ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ ยาเสริมฤทธิ์ 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แม่ปลาสามารถวางไข่ภายในระยะเวลาประมา 4 ชั่วโมง หลังฉีดฮอร์โมน ลักษณะไข่ปลาเป็นแบบไข่ลอย ไข่ฟักเป็นตัวอยู่ในระหว่าง 13 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิของน้ำ 27-28 องศาเซลเซียส มีอัตราการฟักเท่ากับ 30-50 เปอร์เซ็นต์ อนุบาลลูกปลาวัยอ่อนด้วยโรติเฟอร์ และไข่แดงบดละเอียด ลูกปลามีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัยเมื่ออายุ 17 วัน

ที่มา : http://www.fisheries.go.th/sf-saraburi/index.php?option=com_content&view=article&id=83&Itemid=166

ปลาผีเสื้อ


ลักษณะทั่วไปของปลาผีเสื้อ
ปลาผีเสื้อมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chaetodon lunulatus อยู่ในวงศ์ Chaetodontidae ในวงศ์ประกอบไปด้วยปลาจาก 12 สกุล จำนวน 130 ชนิดพบในทะเลไทยพบไม่ต่ำกว่า 25 ชนิด ปลาผีเสื้อมีลำตัวสั้น แบนด้านข้าง ปากมีขนาดเล็กอาจยืดหดได้ ภายในปากมีฟันละเอียด ครีบหลังมีอันเดียว ประกอบด้วยก้านครีบแข็งอยู่ส่วนหน้าและก้านครีบอ่อนอยู่ถัดไป ครีบทวารมีก้านครีบแข็ง 3 อัน และแผ่นยื่นรับกับครีบหลัง ปลาผีเสื้อมีนิสัยเฉื่อยชา ว่ายน้ำหรือเคลื่อนไหวไปอย่างช้า ๆ ไม่ว่องไวเหมือนปลาอื่น ๆ เป็นปลาที่มีเนื้อไม่เป็นที่นิยมกิน รวมทั้งตัวเล็ก และจับได้ไม่มากจึงไม่นิยมกิน เพราะฉะนั้นจึงมีไว้เพื่อเลี้ยงดูเล่นจะเหมาะที่สุด นิยมเลี้ยงกันมากในวงการเลี้ยงปลาทะเลสวยงามในปัจจุบัน มีราคาดี เป็นที่สนใจและต้องการในตลาด ของวงการเลี้ยงปลาทะเลสวยงาม
ปลาในสกุลนี้รวมไปถึงปลาผีเสื้อที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นปลาชนิดอื่น เช่น โนรีหรือโนรีเกล็ด แต่ไม่รวมปลาที่เรียกกันว่า ปลาผีเสื้อเทวรูป หรือโนรีหนัง (Zanclus cornutus) ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันกับปลาผีเสื้อแต่ไปใกล้ชิดกับพวกปลาขี้ตังเป็ด หรือพวกปลาแทงค์เสียมากกว่า ปลาในกลุ่มนี้มีลำตัวแบน และมีซี่ฟันเล็ก ๆ กระจายทั่วทั้งปาก อันเป็นที่มาของชื่อสกุลที่แปลไว้ว่า “มีฟันคล้ายซี่แปรง” ทั้งนี้ก็ยังมีอีกหลาย ๆ คนที่มักจะสับสนระหว่างปลาในกลุ่มปลาผีเสื้อกับปลาสินสมุทร (Angelfish) ซึ่งอยู่ในวงศ์ Pomacanthidae แต่จุดเด่นที่แตกต่างคือปลาผีเสื้อไม่มีเงี่ยงที่ใต้กระบังเหงือก
ชื่อของปลาผีเสื้อในบ้านเรานั้นมักจะตั้งขึ้นจากลวดลาย และสีสันบนลำตัวของปลา โดยมีคำว่าผีเสื้อนำหน้าซึ่งคำว่าปลาผีเสื้อนี้จะหมายถึงปลาในสกุล Chaetodon, Forcipiger, และHemitaurichthys เป็นหลัก ส่วนปลาผีเสื้อในสกุล Chelmon, Parachaetodon และ Coradion นั้นจะถูกเรียกว่า กระจิบ ในขณะที่ โนรี นั้นจะหมายถึงปลาในสกุล Heniochus เพียงชนิดเดียว
การแพร่กระจายของปลาผีเสื้อ
ปลาในกลุ่มนี้มีการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในแนวปะการังตามเขตอบอุ่นทั่วโลก ทั้งในมหาสมุทรแอตแลนติก และในเขตอินโด-แปซิฟิก ปลาในกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในระดับความลึกที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้เราสามารถพบปลาผีเสื้อได้ในบริเวณที่น้ำมีความสะอาด และมีความอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ระดับความลึกเพียงเอวไปจนถึงระดับระดับความลึกหลายร้อยเมตร และปลาผีเสื้อหลายชนิดยังมีเขตกระจายพันธุ์ที่จำกัด เช่น ผีเสื้อเกาะอีสเตอร์ (Chaetodon litus) ที่พบเฉพาะรอบ ๆ เกาะอีสเตอร์กลางมหาสมุทรแปซิฟิก
ความชุกชุมของปลาผีเสื้อในแนวปะการังทั่วน่านน้ำไทย ได้แก่ เกาะค้างคาว จ.ชลบุรี หมู่เกาะชุมพร จ.ชุมพร เกาะขาม เกาะหนู เกาะแมว จ.สงขลา เกาะลอปี เกาะโลซิน จ.นราธิวาส หมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา หมู่เกาะเภตรา หมู่เกาะตะรุเตา จ.สตูล พบว่า มีปลาผีเสื้อวงศ์ Chaetodontidae จำนวน 42 ชนิด (ไม่รวมปลาผีเสื้อเทวรูป) ความหลากหลายของปลาผีเสื้อในแต่ละบริเวณมากน้อยแตกต่างกันไปตามสภาพแนวปะการัง กล่าวคือ หากแนวปะการังมีความอุดมสมบูรณ์มากความหลากหลายของปลาผีเสื้อก็จะมาก ในทางกลับกันหากความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการังมีน้อยความหลากหลายของปลาผีเสื้อก็จะน้อยตามไปด้วย
ปลาผีเสื้อชนิดใหม่ซึ่งเป็นชนิดแรกที่พบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยพบที่เกาะซินมี 2 ชนิดด้วยกันค่ะคือ ผีเสื้อจุดดำ(Ovalspot Butterflyfish) และ Chaetodon baronessa (Eastern triangle butterfly fish) นอกจากนี้ยังพบปลาผีเสื้ออีก 3 ชนิดที่พบว่ามีการแพร่กระจายทางฝั่งอ่าวไทยเป็นครั้งแรก ได้แก่ ผีเสื้อลายไขว้ (Chaetodon auriga) ผีเสื้อพระจันทร์ (Chaetodon lunula) และผีเสื้อลายเส้น (Chaetodon lineolatus) เนื่องจากปลาผีเสื้อทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวนั้นมีรายงานพบเฉพาะที่ฝั่งทะเลอันดามันเท่านั้น
ปลาผีเสื้อเกาะอีสเตอร์ (Chaetodon litus) พบเฉพาะรอบ ๆ เกาะอีสเตอร์กลางมหาสมุทรแปซิฟิก
สังคมของปลาผีเสื้อ
ปลาผีเสื้ออาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงหรือเป็นคู่ แต่ปลาผีเสื้อหลายชนิดมีการเลือกเพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต หรืออย่างน้อย ๆ หกปี ที่สำคัญพบว่าปลาผีเสื้อหลายชนิดจะมีจุดสีดำบริเวณโคนหางหรือปลายครีบและพรางดวงตาที่แท้จริงด้วยแถบสีดำ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเอาตัวรอดจากศัตรูไม่ให้เข้าจู่โจมได้ง่าย ๆ
ปลาผีเสื้อเป็นปลาที่หากินในเวลากลางวัน เมื่อพลบค่ำจะหลบเข้าไปหาที่หลับนอนตามซอกหิน หรือโพรงปะการัง ในเวลากลางคืนปลาผีเสื้อจะเปลี่ยนสีตัวเองให้เข้มขึ้นโดยจะเป็นแต้มสีน้ำตาล หรือแถบสีเทาก็เพื่อให้ปลอดภัยจากอันตรายและศัตรูตามธรรมชาติ
การสืบพันธุ์ของปลาผีเสื้อ
ปลาในกลุ่มนี้จะสืบพันธุ์วางไข่โดยการปล่อยไข่ให้ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ก่อนจะรอวันให้ลูกปลาฟักออกมาเป็นตัวและกลับไปอาศัยในแนวปะการังต่อไป ลูกปลาผีเสื้อแทบทุกชนิดมีรูปร่างหน้าตาแทบจะเหมือนกับตัวเต็มวัย โดยมักจะมีจุดบริเวณครีบหลัง และเมื่อลูกปลาโตขึ้นจุดที่ว่านี้ก็จะหายไปเช่นเดียวกับในแนวปะการังอื่น ๆ อีกหลายชนิด ตัวอย่างเช่น ปลาผีเสื้อพระจันทร์เมื่อวัยอ่อนจะมีจุดสีดำที่ปลายครีบก้น แต่เมื่อโตขึ้นลวดลายดังกล่าวนั้นก็จะหายไปและจะมีลักษณะเหมือนกับพ่อ-แม่ปลา
การเลี้ยงปลาผีเสื้อ
ปลาผีเสื้อจะเป็นปลาสวยงามที่ได้รับความสนใจ แต่ปลาในกลุ่มปลาผีเสื้อนั้นไม่ใช่ปลาที่สามารถเลี้ยงได้ง่าย หลายชนิดไม่สามารถเลี้ยงให้รอดได้ เช่น ปลาผีเสื้อลายเสือ (Chaetodon meyeri) หรือแม้กระทั่งผีเสื้อเหลือง (C. andamanensis) เนื่องจากอาหารหลักของพวกมันคือโพลิปของปะการังเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับปลาผีเสื้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการกินอาหาร ตลอดจนความไปได้ในการดำรงชีวิต ในเบื้องต้นพบว่าปลาจะยังไม่กินอาหารสำเร็จรูปที่ให้ในทันที และวิธีที่ดีที่สุดในการฝึกปลาให้กินอาหรนั้นก็คือ การให้หอยลายอ้าเปลือกที่ล้างให้สะอาดด้วยน้ำจืด หรืออาหารทะเลสดสับละเอียดที่แช่แข็งแล้วบิให้ปลากินทีละน้อย หรืออาจเลี้ยงปลาผีเสื้อด้วยไรทะเลที่สะอาดด้วยการล้างด้วยน้ำจืดหลาย ๆ ครั้งแล้วแช่น้ำจืดไว้ประมาณ 10 นาทีก่อนให้ จากนั้นให้ผู้เลี้ยงสังเกตการณ์กินของปลาหากปลากินอาหารดีขึ้นก็อาจจะลองให้อาหารสำเร็จรูปสลับ
อย่างไรก็ตามในการเลี้ยงปลาผีเสื้อนั้นผู้เลี้ยงต้องมีการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องการควบคุมคุณภาพน้ำ อุณหภูมิ และอาหาร อันเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ ในการรักษาชีวิตของปลากลุ่มนี้ให้รอดในระยะยาว


ปลาผีเสื้อ 12 สกุล ได้แก่
1 Amphichaetodon 7 Hemitaurichthys
2 Chaetodon 8 Heniochus
3 Chelmon 9 Johnrandallia*
4 Chelmonops 10 Roa
5 Coradion 11 Parachaetodon*
6 Forcipiger 12 Prognathode
หมายเหตุ: * แทนความเป็น Monotypic Genus อันหมายความว่าทั้งสกุลมีปลาเพียงชนิดเดียว
ปลาผีเสื้อชนิดต่าง ๆ
ปลาผีเสื้อที่พบในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน บางชนิดพบเฉพาะในอ่าวไทย บางชนิดพบเฉพาะฝั่งมหาสมุทรอินเดีย และบางชนิดพบอยู่ทั้งสองฝั่ง แต่นำมาฝากคนรักปลาผีเสื้อนั้นจำนวน 7 สกุล15 ชนิดพร้อมกับลักษณะและพฤติกรรมที่น่าสนใจบางประการอีกด้วยเริ่มจาก
สกุล Hemitaurichthys
เป็นปลาผีเสื้อกลุ่มที่หากินกับแพลงก์ตอนที่ลอยมากับกระแสน้ำเป็นหลัก แทนที่จะเป็นปะการังอย่างผีเสื้อสกุลอื่น ๆ แต่ถึงกระนั้นพวกมันก็ยังต้องพึ่งแนวปะการังเป็นที่หลบซ่อนตัวและเป็นแหล่งอาหารเช่นเดียวกับผีเสื้อชนิดอื่น ๆ
การที่เลี้ยงปลากลุ่มนี้ซึ่งกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารจึงทำให้พวกมันสามารถปรับตัวให้เข้ากับได้ดีกว่าชนิดอื่น ๆ ปลาในกลุ่มนี้ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีคงหนีไม่พ้น ผีเสื้อม้าลาย (Hemitaurichthys zoster) เป็นปลาผีเสื้อเพียงตัวเดียวที่พบได้ในน่านน้ำไทย

ที่มา : http://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/main/advcourse/presentstu/course/bm521/ns01_2/seafish/butter1.html